เรียนรู้จากความจริง เพราะความเชื่อ..เรียนรู้ไม่ได้


ทุกวันนี้..

เราเรียนรู้..ศึกษาพระเครื่องกันมาแบบใช้ความเชื่อ..เราเชื่อคน กลุ่มคน

ที่คิดว่ามีความรู้ความสามารถในการดูพระฯ ตัดสินพระฯ ตรงที่เขาเห็น

ตัดสินพระฯ…องค์ที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างแม่นยำ….ถูกต้อง เราเชื่อเช่นนั้น

เราก็ให้ความเคารพ เชื่อฟัง ในคำตัดสินแท้เท็จนั้นได้ โดยไม่ได้เอะใจอะไร?

ผมก็เเคยป็นเช่นนั้น

นั่นเป็นเพราะว่่า…ตัวเราเองก็ “ไม่รู้” จริงๆ ว่า อะไรคือมาตรฐาน? ที่เขาใช้ใน

การตรวจสอบ พิจารณาแท้เท็จ มันเยอะเต็มไปหมด ไม่ว่าเนื้อ พิมพ์ทรง ความเก่า

รอยตัดตอก คราบ รา รัก คราบกรุ…..ฯลฯ คือทุกอย่างถูกเอามาอ้างว่า…ต้อง

นำมาพิจารณา (เป็นหลัก) ทั้งหมด “..ดูเนื้อ..ดูพิมพ์…ดูความเก่า…” ประกอบกัน

“..ดูเนื้อ..ดูพิมพ์…ดูความเก่า…” คำพูดแบบนี้หมายความว่า..

สิ่งต่างๆ เหล่านั้น…ถูกนำขึ้นมาเพื่อพิจารณาเป็น…มาตรฐานการดู มาตรฐาน

การตัดสินด้วย..เช่นมาตรฐานเนื้อ มาตรฐานพิมพ์ (มาตรฐาน)การตัดตอกด้านข้าง

องค์พระฯ ………ยกตัวอย่างแค่นี้ก็ มีสี่..มาตรฐานในพระองค์เดียวกันแล้ว

คำว่า มาตรฐานเนื้อที่ประกอบเป็นองค์พระฯ รูปสี่เหลืยม… (หมายถึงเนื้อทั้งหมด)

ก็ยังแยกย่อยออกไปอีกว่า….จะต้องมี (มาตรฐาน) เม็ดแดง..ต้องเห็น…จะต้องมี
(มาตรฐาน) เม็ดสีฟ้า ต้องปรากฏ……..จะต้องมี (มาตรฐาน) ผงตะไบทองก็ต้องมีด้วย

จะต้องมี…ฯลฯ..ไม่รู้มันจะต้อง….มี…จะต้องไปกำหนดอะไรๆ ให้เป็น
“มาตรฐานในการพิจารณาทั้งหมด” วุ่นวายครับ

คือ ถ้าไม่เห็นส่วนละเอียดย่อยๆ ส่วนใดส่วนหนึ่ง..นั่นหมายถึงว่า..
ไม่ได้มาตรฐานมวลสารไม่ครบ…

“กำหนดให้เยอะแยะกันมากมาย….ไปถึงไหนกันครับ..แล้วเมื่อไหร่มวลสาร

จะครบ…เฮ้อ…???.” การกำหนดมากมายแบบนี้…เป็นการสร้างปัญหาให้องค์พระฯ

…สร้างปัญหาด้วยวิชามาร ความไม่รู้จริง…ในสิ่งนั้น…อย่างเพียงพอก็ของ…

ผู้กำหนดมาตรฐานก็แค่นั้น (สุดท้ายมีตัวเองเท่านั้น คนเดียว ที่เข้าใจ มีตัวเองเท่านั้นที่รู้
คนอื่นไม่รู้ ไม่เข้าใจ เข้าถึง เรียนรู้ไม่ได้) 5555555

พระองค์เดียวกัน..จะไปกำหนดให้เป็นมาตรฐานละเอียดเยอะแยะ..อะไรกันนักหนา?
…กำหนดให้เป็นมาตรฐาน ….กำหนดให้เป็นมาตรฐานสากล…

มาตรฐานที่กำหนดมาทั้งหมด…ล้วนไม่มีมาตรฐาน เป็นการกำหนดมาตรฐานให้คนอื่น

สับสนเป็นการสร้าง สิ่งที่กีดกันการเรียนรู้ ดูพระสะสมของคนอื่น.ตามแบบฉบับของตน

(ปิดประตูในองค์ความรู้…ไม่ให้คนอื่นเข้าถึง…อวิชชา…ที่เขาและพวกยึดถือ..นั่นเอง..)

คนอื่นไม่รู้ คนอื่นเข้าใจไม่ได้ มันก็มีเหตุอันชวนสงสัยให้ต้องช่วยกันค้นหาความจริง ว่า.

สิ่งต่างๆ ที่ถูกกำหนดมาทั้งหลายเหล่านั้น…มีอะไรที่วัดค่าคงที่…มีความเหมือนกัน…

มีความเท่ากัน มีอะไรที่สามารถเรียนรู้ได้บ้าง? (ตามพจนานุกรม)

ผมก็เลยเขียน..วิธีคิด..แยกแยะ..ว่า..อะไรคือสมมุติฐาน..อะไรคือบรรทัดฐาน…และ

อะไรคือมาตรฐาน?.เพื่อสำหรับใช้…แยกแยะ..วิธีค้นหาความจริง..เป็นท่อนๆ ใน

แต่ละส่วนได้ง่ายขึ้น

หมายถึงว่า…อะไรบ้าง..ที่วัดค่่าได้…มีหน่วยวัดค่านั้นได้…ก็ตั้งเอาไว้..เพื่อกำหนด

ให้เป็นมาตรฐานได้….และสิ่งที่ผมค้นพบ ก็ได้นำเสนอแล้ว..ว่า…สิ่งที่ถูกกำหนดขึ้นมาให้

พระองค์นึง..(ทั้งของตัวผู้ตัดสินเอง รวมถึงตัวของนักสะสมเอง)…ใช้เพียง บรรทัดฐาน

พื้นฐาน ในการมองเห็น เท่านั้น

อธิบายสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า…ด้วย “ความรู้สึก…ตาม..”ความเชื่อ”

แห่งตน แห่งกลุ่ม แห่งสถาบัน…ที่มี…”ประสบการณ์” กันมาแบบนั้น

ถ้าชอบ ก็คิดว่า…”น่าจะใช่” ….ถ้าไม่ชอบ ก็คิดว่า..”ไม่น่าใช่”

คำตอบ….”แท้หรือเท็จ”……ภายในเสี้ยววินาที…..ออกมาจากจุดนี้

หรือไม่?…….ลองตรวจสอบดูก็ได้ครับ…

สุดท้าย สิ่งที่ตนและกลุ่มพวกพ้องกำหนดขึ้นมา…มันไม่มีหน่วยวัดค่า

มาตรฐานอะไรที่จะวัดค่านั้นได้นอกจากความเชื่อ..(ว่าแท้หรือไม่แท้)…นอกจาก
ประสบการณ์ (ที่เขาอ้างว่าเคยเห็นมากมาก เคยซื้อขายมามาก)….เท่านั้น

…ความเชื่อก็ดี…ประสบการณ์..ตามอ้างก็ดี….มันก็ไม่มี..
หน่วยมาตรฐานสากลในปัจจุบัน…หน่วยไหน?…วัดค่า…ความเชื่อ…
วัดค่าประสบการณ์เหล่านั้นได้อีก นั่นเอง

ความเชื่อ (เป็นอวิชชา) จึงต้องใช้ฐานความรู้เฉพาะ..ของคนสอนเท่านั้นโดย

วางอยู่บนความเชื่อ (อวิชชา) ของคนหมู่มากอีกทีหน่ึ่ง ที่เชื่อตามคำสอนนั้นๆ

พระพุทธองค์จึงทรงบัญญัติเรื่องหลักกาลามะสูตร เอาไว้…
อีกทั้งทรงตรัสว่า..ความน่ากลัวที่สุดในโลกนี้ก็คือ
อวิชชา…..(อวิชชาแปลว่า ความไม่รู้ หรือ รู้ในเรื่องใดๆ อย่างผิดๆ)
สิ่งนี้เป็นอันตราย สำหรับความรู้ ที่สุด (เหมือนกับที่พระพุทธองค์ได้ทรงเผชิญมาแล้ว
ที่คำสอนของพระองค์ แม้จะเป็นจริง เป็นสัจธรรม แต่ก็ไม่สามารถเบียดเข้าไปทดแทน
ศาสนาแห่งความเชื่อต่างๆ ในอินเดียได้ นั่นเอง….ความเชื่อเป็นสิ่งที่น่ากลัวครับ

การที่เรายึดเซียน ยึดผู้รู้ ยึดความรุ้เขา ยึดคำตัดสินเขา เป็นสรณะ….

โดยที่ไม่เคยตรวจสอบองค์ความรู้ของเขาว่า…แต่ละคน…มีความรู้ (วิชชา) ในเรื่องนั้นๆ

อย่างดีพอ ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่?….

ความรู้ที่เขาได้พูด สอน ให้เราได้รู้เหล่านั้น…เป็นสัจธรรมความจริงหรือไม่?….ถ้าไม่?
คำตัดสินที่เกิดจากอวิชชาทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมมีเหตุที่ขัดแย้งกับผลเสมอ…แต่เราไม่

ฉุกใจคิด…ที่จะใช้เป็นเครื่องมือตรวจสอบกัน หน่ะครับ (ยกตัวอย่างกรณีนี้คือเหตุเกิดของ

รูพรุนปลายเข็ม กับ น้ำมัน…..ความเป็นเหตุเป็นผลมันขัดแย้งกันกับคำอธิบายแห่งความรู้)

วันนี้เรายึดเซียน.(หรือยึดใครเป็นสรณะ) ยึดเป็นหลักโดยไม่มีเหตุผลหรือไม่?……ถ้าใช่…
ถอยออกมามองมุม…ตรงที่ผมให้ตรวจสอบทีละประเด็น ทีละเรื่อง ทีละส่วนของความรู้ดูครับ……
เพื่อนๆ อาจจะมองเห็นอะไรได้บ้าง?..อาจจะเห็นความผิดปกติได้บ้าง?…อาจจะแยกแยะได้บ้าง?

พระพุทธเจ้าทรงสอน…ไม่ให้ยึดพระองค์…เป็นสรณะ….หากแต่ให้ยึดในพระธรรม(ความจริง)
…ที่พระองค์กำหนดไว้ดีแล้วเป็นสรณะแทน…..

ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ อยู่ในส่วนหนึ่งในศาสนา….แต่…กลับทำสิ่งตรงข้าม…หรือเปล่า?…
ฝากไว้ให้พิจารณากันครับ

มาตรฐานคือสิ่งที่ต้องวัดค่าได้..และ..ต้องวัดค่าคงที่ได้จาก.องค์พระนั้นๆ.หาได้ใช้เพียง
ความเชื่อของคน…ความเชื่อของกลุ่มคนในการแยกแยะได้เพียงอย่างเดียวครั..หาใช่

ข้ออ้างว่าเคยซื้อขายแลกเปลี่ยนเป็นอาชีพ หาใช่อยู่ที่นิยายที่เล่าขานให้เราฟังแต่อย่างใดไม่

“อะไรคือมาตรฐานที่แท้จริง”….คำตอบ…..ค้นหาความจริงได้จากองค์พระฯ..เท่านั้นครับ

ขอปัญญาจงสถิตย์กับเพื่อนๆ ครับ

กดแชร์บทความไปยัง Social Network ของท่าน
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
เรียนรู้วิธีการดูพระเครื่องร่วมกับเพื่อนสมาชิกได้ในกลุ่มพระเครื่องเรื่องง่ายๆ ในเฟสบุ๊ค https://web.facebook.com/groups/277552462284906

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *