ความจริงเรื่องคาร์บอน 14 กับการตรวจหาอายุพระเครื่อง (๑๐๒-๒)


เรื่องราวนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาเป็นลูกโซ่ เริ่มตั้งแต่ปี ๕๖ มีคนกลุ่มหนึ่ง

นำโดยอาจารย์ (อาจารย์ สุ)……..ได้นำพระสมเด็จฯ ไปตรวจสอบที่ สถาบัน

วิจัยนิวเคลียร์ฯ มีการถ่ายรูปกลุ่มเพื่อนๆ รวมถึงเข้าไปถ่ายทำกระบวนการ

ภายในห้องแลป ทดลองภายใน (เจ้าหน้าที่ที่ให้ข้อมูลบอกว่าความจริงต้องทำ

เป็นหนังสือขอเย่ียมชม แต่เนื่องจากอาจจะมีความสนิทสนมกันเป็นการส่วนตัว

ก็สามารถอนุญาตให้เข้าชมได้)

จากนั้นมีการถ่ายภาพเก็บกระบวนการทำงาน ขั้นตอนในการทดลองต่างๆ
เอาไว้เป็นหลักฐาน เริ่มตั้งแต่มีการนำพระมาบดใส่ครกตำเนื้อให้ละเอียด มีการ
บด ป่น เผาตัวอย่างชิ้นงาน (ในปริมาณมากพอ ในกรณีอ้างว่าใช้เนื้อพระสมเด็จ
ไปหลายสิบองค์)….เพื่อให้เห็นถึงวิธีการตรวจสอบหาค่าคาร์บอน 14 นั้น

ประเด็นสำคัญ ของภาพที่นำแสดงคือ มีการตรวจสอบเพื่อหาค่าอายุพระ
สมเด็จฯ ด้วยคาร์บอน 14 นั่นเอง (คือภาพแสดงว่าได้มีการเดินทางไปสถานที่จริง
และ มีการตรวจจริง)

แต่… สาระสำคัญของเรื่องอยู่ที่…..ผลการตรวจอายุออกมาอย่างไร?

ผลของการตรวจอายุมวลสารในครั้งนั้น

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า…การตรวจหาค่าอายุด้วยคาร์บอน 14 จะไม่สามารถแจ้ง
รายละเอียด เป็นปีที่ผลิตพระฯ ใดๆ ได้…..จะแจ้งได้จากปริมาณสิ่งต่างๆ ที่เป็น

ส่วนประกอบของเนื้อมวลสารได้ เท่านั้น

การตรวจสอบก็จะแจ้งผลเป็นค่าต่างๆ ที่วัดได้ จากเนื้อมวลวัสดุ ไม่สามารถ
บ่งบอกอายุเป็นตัวเลขได้ย่างชัดเจน…ได้เลยครับ (คือคำนวณปีที่ผลิตเป๊ะๆ ไม่ได้)

การหาค่าอายุ…..เจ้าหน้าที่ท่านเดิมบอกว่า…..ประการแรกตัวอย่างชิ้นงาน
ใดๆ จะต้อง…บวกเพิ่มอายุ และลบอายุวัสดุชิ้นงานที่นำมาตรวจสอบ 200 ปี ไว้ก่อน
ในเบื้องต้น (เพิ่มอายุ-ลดอายุตัวอย่างชิ้นงานนั้นก่อนถึง 200 ปี) หมายความว่า..ถ้า
เราเอาวัสดุตัวอย่างใดๆ ไปพิสูจน์ แม้วัสดุนั้นจะเพิ่งเกิดขึ้น (เช่น แป้งที่เพิ่งสร้างจาก
มันสำปะหลังจากการเก็บแกี่ยวในวันนี้ ก็จะมีอายุก่อนหน้าสองร้อยปีที่แล้ว…และ…
อาจจะมีอายุหลังจากนี้เมื่อสองร้อยปีที่แล้ว..นั่นเอง (ตามความเข้าใจของผู้เขียน)

พระสมเด็จฯ ที่นำมาหาค่าอายุ ไม่สามารถระบุได้……..เพื่อนๆ คงมองภาพ
ออกนะครับว่า….อยู่ในช่วง…บวกลบ…นั่นเอง (มีความคลาดเคลื่อนสูงมากครับ)

ใบตรวจรับรองที่ออกคร่าวๆ (ที่เราเห็นลายเซ็นของนักวิทยาศาสตร์ปรากฏนั้น)
สามารถทำได้ “ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผู้ตรวจสอบ” ท่านกล่าวว่ามีสิทธิ์ที่จะเซ็นได้

ใบรับรองผลตรวจนั้น ไม่ได้เป็นการออกใบรับรองในนามของ สทน. นั่นเอง
ทีนี้ ปรากฏว่าใบรับรองนั้นก็ถูกตัดแต่งแปลงสารโดยเอาลายเซ็นของนักวิทยาศาสตร์
สองท่านไปเป็นหลักฐานอ้างอิง ตามที่ปรากฏให้เราเห็นนั่นเอง

การตรวจพระฯ ได้คาร์บอน 14 จากปี 56 ถึงปัจจุบัน ผมพบว่าจะมีอยู่สามกลุ่ม
โดยจะแยกเป็นกลุ่มๆ ดังนี้

กลุ่มที่หนึ่ง
กลุ่มที่หนึ่งกลุ่มนี้…จะเป็นกลุ่ม (ต้นคิด) วิธีการตรวจหาค่าอายุด้วยคาร์บอน 14

กลุ่มนี้จะเน้นพระสมเด็จฯ มีการรับรองพระสมเด็จเป็นองค์ๆ ไป (โดยไม่ต้องเผา
ทำลายตัวอย่างชิ้นงาน) และระบุในใบรับรองว่า “ใช้ได้เฉพาะกับพระองค์ในรูปเท่านั้น”
มีลงมือลายชื่อ เจ้าหน้าทั้งสองท่านร่วมรับรองปรากฏในใบรับรองนั้นด้วย

เจ้าหน้าที่ สทน.ได้แจ้งความดำเนินคดี ข้อปลอมแปลงเอกสาร (เมื่อเดือน
พฤศจิกายน) ไว้เรียบร้อยแล้ว ใบรับรองของกลุ่มนี้ จะมีสีขาว มีภาพพระเต็มองค์ที่รับรอง
ปรากฏในใบรับรองด้วย มีหมายเลของค์พระกำกับและระบุว่าใช้รับรองเฉพาะพระฯ องค์นั้น
องค์เดียวเท่านั้น…ทางเจ้าหน้าที่ยังได้กล่าวอีกว่า…ไม่สามารถทำได้ตรวจอายุได้…ไม่
สามารถรับรองพระให้เป็นองค์ๆ โดยไม่เผาทำลายได้……ทุกกรณีครับ

กลุ่มที่สอง
กลุ่มที่สอง…(ขยายผลต้นคิด) อ้างว่าตรวจมวลสารพระสมเด็จฯ /พระผง ด้วย

คาร์บอน 14เช่นกัน กลุ่มนีจะตรวจพระกลุ่มพระสมเด็จและพระผงต่างๆ ที่เป็นพระพิมพ์

กลุ่มนี้อ้างว่า…มีเครื่องตรวจคาร์บอน 14 ส่วนตัว..ใช้เครื่องส่วนตัวตรวจสอบ…
มีแล๊ปส่วนตัวที่ใช้ตรวจสอบได้ (อ่านเพิ่มเติมบทความที่ ๗๓ และ ๑๐๑)

จนเกิดประเด็นท้าดีเบตเรื่องนี้กันกับผมในประเด็นที่…ความสามารถของเครื่องฯ
นี้ทำได้จริงหรือไม่? ตรวจสอบแล้วได้คำตอบค่าอายุได้จริงหรือไม่?

กลุ่มก็ไม่สามารถแสดงหลักฐานประเด็นนี้ได้…ไม่กล้าที่จะดีเบตประเด็นการ
คิดคำนวณการได้มาของการคำนวณอายุพระฯ ได้อย่างแม่นยำตามที่ตัวเองรับรองในใบรับ
รองอายุได้….

สุดท้ายอ้างว่าไม่มีเครื่องฯ….(ทั้งๆ ที่บอกว่าเครื่องราคาหลายสิบล้านบาท มี

ห้องแลปของตัวเอง…ในที่สุดก็เลี่ยงประเด็นดีเบต…ไป ใบรับรองของกลุ่มนี้จะมีสีส้มๆ ครับ

กลุ่มนี้ก็ยังมีอยู่ในเฟสครับ…

กลุ่มที่สาม
กลุ่มที่หนึ่ง+กลุ่มที่สอง….กลายเป็นกลุ่มที่สาม (ผสมกลมกลืนทั้งสองกลุ่ม)
แต่มีวัตถุประสงค์เดียวกันเหมือนกันไม่แตกต่างกันคือ รับรองอายุจากการตรวจคาร์บอน 14

คือพระสมเด็จฯ ในกลุ่มที่หนึ่ง และ กลุ่มที่สองถูก สทน.ออกมาระบุชัดเจนเเล้วว่า

ไม่สามารถตรวจสอบได้…ในกรณีพระที่ต่ำกว่าสองร้อยปีนั่นเอง ความจริงไม่มีเครื่องมือใด

ตรวจอายุมวลสารที่ตำ่กว่าสองร้อยปีได้ ณ เวลานี้ กลุ่มที่สองก็เลยต้องอ้างว่า

ส่งออกไปตรวจในต่างประเทศ “เพราะตัวเองไม่มีเครื่องแล้ว”..แต่ใบรับรองที่ออก
ก็ไม่ได้เป็นใบรับรองที่ออกมาจากหน่วยงานประเทศที่กลุ่มส่งไปตรวจสอบตามอ้าง กลับเป็น
ใบรับรองอายุพระฯ ด้วยคาร์บอน 14 ที่ออกจากหน่วยงานของตัวเอง….เพื่อนๆ สงสัยไหม?

กลุ่มที่สาม…ก็อ้างว่ามีการตรวจสอบรับรองจาก สทน.เหมือนกัน มีสมาชิกใน

กลุ่มได้แสดงหลักฐานออกมาให้ดูกันแล้ว จะเห็นว่า…ลายเซ็นของนักวิทยาศาสตร์
ก็เป็นคนเดิมจากกลุ่มที่หนึ่ง…นั้นนั่นเอง อ้างเป็นการตรวจสอบด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์
ด้วยคาร์บอน 14 เช่นกัน ใช้ใบรับรองจากกลุ่มที่สอง (สีส้มเพิ่มเติม) ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือ
ในการยืนยันอายุพระฯ พันสามร้อยปี…เช่นเดียวกัน

กลุ่มนี้ก็จะมีการแบ่งพระรอดฯ ออกเป็นสี่ยุค…ให้เราได้ศึกษาได้

“ด้วยกรรมวิธีการตรวจอายุด้วยเครื่องตรวจคาร์บอน 14” นี้….กลุ่มนี้มีการทำงานกันดี มีทีม
งานที่ดี มีการโปรโมทที่ดีครับ (ค้นอ่านเพิ่มเติมจากบทความที่ ๗๓ ครับ)

มีการนำพระรอดฯ คืนวัดมหาวัน…….คืนให้วัดพระธาตุหริภุญไชย……คืนให้พิพิธภัณฑ์
หริภุญไชย……เพื่อเก็บเป็นตัวอย่าง…..พระรอดในหอเรียนรู้เหล่านั้น…

ผมได้เล่าเรื่องนี้ให้ เจ้าหน้าที่ท่านเดิมฟัง..เพราะผมมองว่าเป็นเรื่องใหญ่..จะมีปัญหา
กรณีศึกษาของลูกหลานในภายภาคหน้า ถ้าพระกลุ่มนั้นเป็นพระปลอมฯ….

เจ้าหน้าที่กล่าวให้ผมฟังว่า…เรื่องที่ผมเล่าให้ฟัง..กลายเป็นเรื่องเล็ก..เพราะมีสิ่งที่เป็น..
เป็นเรื่องใหญ่มากกว่านั้น ผมรับฟังถึงกับสลดใจเช่นกัน ส่วนจะเป็นเรื่องอะไร?…โทร.ถามท่าน
ได้เองที่ สทน.ครับ ท่านอาจจะเล่าเรื่องใหญ่ที่ว่านี้ให้ฟังได้ครับ 02-401-9889 ต่อ 1302

ทำไม? คาร์บอน 14 ไม่สามารถตรวจหาค่าอายุพระฯ (สมเด็จ/พระรอด/พระใดๆ) ได้

หลังจากที่เริ่มกรณีพิพาท วิวาทะกันมานานในช่วงสงกรานต์ (ผมไปต่างจังหวัด) ในกลุ่ม
ศึกษาฯ ผมก็พยายามค้นคว้าศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม จนทราบเบอร์โทร.จากน้องท่านหนึ่งในกระดาน
ให้เบอร์สายตรงเน้นให้ผมโทร.หา คุยกับเจ้าหน้าที่ท่านนี้ ให้ได้

จนถึงเมื่อวันพุธที่ 22-4-58 ที่ผ่านมา ผมก็ได้รับทราบข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ใน สทน. เล่า
ให้ฟังเอง ในเรื่องเหตุการณ์ความเป็นมาของการตรวจหาอายุพระฯ..รวมถึงเรื่องราวทั้งหมดของ

เรื่องเหล่านี้ สมัยก่อนมีการตรวจสอบอายุพระสมเด็จฯ จริง…..แล้วก็มีการปลอมแปลงเอกสาร จน
เป็นคดีความแล้วกลายเป็นเรื่อง…”ใหญ่”…จึงมีนโยบายไม่ให้ตรวจอายุพระฯ อีกต่อไป..นั่นเอง

และในห้วงเวลาหลังเหตุการณ์นั้น…(ปี56-57) ก็ไม่เคย…ตรวจหาค่าอายุพระฯ..ใดๆ อีกเลย
(นั่นก็หมายความว่า…กลุ่มพระรอด…ก็ไม่เคยตรวจสอบ ใช่หรือไม่?….ท่านตอบว่า…ใช่ครับ)

แต่…ต่อให้มีการตรวจค่าอายุด้วยคาร์บอน 14 จริง…เจ้าหน้าที่ก็กล่าวต่อไปว่า

พระรอดเองก็ไม่สามารถตรวจหาค่าอายุได้…เช่นกัน..

เพราะอะไร?…..ทำไมตรวจสอบไม่ได้ครับ?…..ผมก็ได้เรียนถามท่านไป ท่านตอบให้

เข้าใจง่ายๆ ดังนี้…ประมาณนี้ว่่า (ตามสิ่งที่ผมประมวลผลจากที่ได้ฟังมานะครับ)….

ที่กล่าวเช่นนั้นเพราะว่า…คาร์บอน 14 นั้น จะต้องเผาบดชิ้นงาน (ต้องมีปริมาณ
เนื้อวัสดุมากพอ) เพื่อตรวจหาค่าคาร์บอนสะสมในห้วงเวลานั้น…จาก..สารประกอบที่มี..

ส่วนผสมของคาร์บอเนต
แต่สารประกอบ…คาร์บอเนตแทบจะหาไม่ได้ในเนื้อดิน…หรือ

จะมีก็เป็นส่วนใกล้เคียงที่สะสมในแร่ธาตุอื่น…ต้องสกัดออกมาจากแร่ธาตุนั้น…
ซึ่งสารนี้ก็….มีจำนวนน้อยมากในธาตุเหล่านั่นเอง…(คือ….คาร์บอเนตจะมีอยู่ในวัสดุ

แร่ธาตุอื่นๆ อีกหลายชนิดด้วย…

ตัว …….-คาร์บอเนต นี้จะดูดกลืนสะสม ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ

แล้วจะนำมาวัดค่าอายุเชิงเปรียบเทียบจากตัวอย่างชิ้นงานก่อนหน้า คำนวณค่า
โดยประมาณได้จาก…สารประกอบคาร์บอเนตนี้…..

คำอธิบายตรงนี้…ผมประมาณให้เพื่อนๆ ฟังจากสิ่งที่ได้รับฟังมาครับ…ผมจำได้ประ
มาณนี้เองหน่ะครับ…แต่…ถ้าเพื่อนๆ สงสัยเพิ่มเติมผมแนะนำให้ โทร.ถามสายตรงได้เลยครับ
….ท่านอธิบายได้ดีกว่าผมมากครับ ฟังจากเจ้าหน้าที่ที่อยู่กับงานที่เขาทำเองดีกว่าจะได้ไม่ผิด
พลาดของข้อมูล ให้ผู้รู้ ผู้ชำนาญเฉพาะทางเป็นคนตอบให้ท่านเข้าใจเองดีกว่า..หรือ กรณีมีเพื่อน
ที่ยังสงสัย กำลังหลงทางกับการตรวจด้วยเครื่องคาร์บอน 14 ลองโทร.ไปเองครับ ผมเชื่อมั่นว่า
ท่านพร้อม…ที่จะอธิบายให้ฟังด้วยความบริสุทธิ์ใจครับ…ผมชื่นชมท่านครับ
สทน.02-401-9889 ต่อ 1302)

ดังนั้น บทสรุปที่ได้คือ คาร์บอน 14 ไม่สามารถตรวจหาค่าอายุพระฯ ได้….
เจ้าหน้าที่ สทน. ยึนยันครับ หวังว่าเพื่อนๆ คงได้คำตอบนะครับ สงสัย โทรเลยครับ….

วันนี้ผมได้อ่านบทความของพระปลัดฯ…บนกระดานท่าน ท่านคัดลอก

บทความความรู้มาได้ดีครับ ท่านยืนยันที่ท้ายเรื่องของกระดานท่านว่า สามารถ

ตรวจอายุพระรอดด้วยคาร์บอน 14 ได้

โดยตรวจจาก…น้ำว่านที่อยู่ในพระรอด (คราบน้ำว่านที่เหลือบนพื้นผิวพระฯ)……

..น้ำว่าน..โดนเผาไฟด้วยความร้อนสูงขนาดนั้น…ยังเหลือน้ำว่านให้ได้ตรวจสอบ

ก็ไม่ว่ากัน ตามความเชื่อใครเชื่อมัน…ผมเองไม่รู้ว่า..น้ำว่านจะมีส่วนผสมของ

…-คาร์บอเนตหรือไม่?…ถ้าเหลือ..จะเหลือในปริมาณเท่าไหร่?…พอที่จะตรวจสอบได้หรือไม่?

มีเพียง…คำตอบของเจ้าหน้าที่ตรวจสอบคงตอบได้ดีที่สุดครับ
ผมฝากเพื่อนๆ เรียนถามเจ้าหน้าที่ สทน.ให้ด้วยนะครับ
(เพราะแค่ผมคิด ผมก็ได้คำตอบนั้นเองแล้วครับ)

ความเชื่อว่าใช่…..กับความจริง…..อาจจะเป็นคนละเรื่องก็ได้ครับ ผลประโยชน์
ไม่เข้าใครออกใคร ความจริงอธิบายได้ทุกสิง ผู้รู้จริงตอบได้ในเรื่องที่เขารู้…..คนที่ต้องการผล
ประโยชน์ย่อม..บิดเบือนข้อมูล..หรือ…เพิ่มเติมข้อมูลที่ตัวเองมีผลประโยชน์ลงไปเพื่อหวังผล
ทางการค้านั้น…เพื่อนๆ ต้องวิเคราะห์ เลือกบริโภคข่าวสารด้วยครับ

ขอปัญญาจงสถิตย์กับเพื่อนๆ ครับ

กดแชร์บทความไปยัง Social Network ของท่าน
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
เรียนรู้วิธีการดูพระเครื่องร่วมกับเพื่อนสมาชิกได้ในกลุ่มพระเครื่องเรื่องง่ายๆ ในเฟสบุ๊ค https://web.facebook.com/groups/277552462284906

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *