เซียนพระอวดรู้ในเรื่องที่ไม่รู้ทำให้ดูพระไม่ถูกต้อง (๑๐๖)


พระเครื่องฯ ที่เราสะสมนิยมเช่าหา ส่วนใหญ่ก็มักจะมีประวัติฯ พระสงฆ์รูปนั้น
เช่นสมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี…ประวัติวัด..ประวัติฯลฯ….ประวัติผู้ทำแม่พิมพ์
เรื่องเล่าเหล่าขุนนาง..ฯลฯ….ซึ่งมีหนังสือหลายเล่ม
ได้เขียนให้เราได้อ่าน ได้รับรู้ ประดับความรู้กันมากมาย

ในขณะที่เราก็จดจำความรู้นั้นเอาไว้เป็นเรื่องเล่า เป็นความจริงบ้างไม่จริงบ้าง
ช่างประไร?..เรื่องนั้นไม่เป็นไร จะจริงหรือไม่จริง…เพราะเป็นแค่…”เรื่องเล่าให้เราฟัง”

การจะดูพระฯ..เพื่อที่จะพิจารณาตัดสินให้เป็น…พระแท้หรือเท็จนั้น…เป็นเรื่อง
สำคัญ ที่เราจะ…”ไม่เป็นไร”….เหมือนเรื่องเล่าให้ฟัง ไม่ได้ครับ ควรจะต้องมีการ
ตรวจสอบ สอบทานความรู้กันได้…อย่ามัวแต่เชื่อหรือรับฟังอย่างเดียว…

การเชื่อหรือรับฟังอย่างเดียว โดยปราศจากการคิด วินิจฉัย สิ่งนั้นอันตราย
เพราะหากว่าสิ่งที่เราได้ รับรู้มาเรียนรู้มา..มันผิด (อวิชชา)….มันไม่ถูกต้อง…เรา
ก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งที่มีส่วนช่วยเผยแพร่ความรู้ที่ผิด (อวิชชา) นั้นไปด้วย

การตรวจสอบ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะมองข้าม…”ความรู้ (วิชชา)”…ไม่ได้
ความถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญในหน่วย องค์กร แม้แต่ความคิดส่วนตัว ทุกคนจึง
ควรให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เพื่อจะตรวจสอบองค์ความรู้นั้น

สิ่งที่ผมกำลังกล่าวนี้นั่นก็คือสิ่งที่กำหนดให้…มาตรฐานพระเครื่องฯ…ที่เรา
ได้เรียนรู้มาในอดีต..ซึงผมจะอธิบายตรงพระสมเด็จฯ…(แต่เพื่อนๆ สามารถนำไป
ปรับใช้ได้กับพระทุกสกุล)…ครับ

มาตรฐานที่เซียนกำหนด….ประกอบไปด้วย
พิมพ์ทรงองค์พระ
เนื้อหามวลสาร
รอยตัดตอกด้านข้าง
ความเก่าฯลฯ……และอื่นๆ อีกมากมาย….ผมจะจำลองเรื่องราวแค่นี้ก่อน

สิ่งที่เป็นมาตรฐานจะประกอบด้วยสามส่วนใหญ่ จะแยกสายหรือรวมสาย
(ยึดเนื้อเป็นหลัก….หรือ…ยึดพิมพ์เป็นหลัก….หรือจะยึดท้ังเนื้อทั้งพิมพ์เป็นหลัก)
ก็ตาม คำอธิบายในเรื่องเนื้อ…ในเรื่องพิมพ์…ก็จะมีการวิเคราะห์ลงลึกกันใน
รายละเอียดให้เราได้เห็น…ชี้จุด…ให้เรามอง….ฯลฯ….ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น…
ตามสิ่งที่เขาเห็น-เราเห็น…..ตามสิ่งที่…พวกเขาได้อธิบาย

ย้อนกลับไปที่…มาตรฐานที่พวกเขากำหนด..ให้พระสมเด็จฯ องค์ใดองค์

หนึ่งตรงหน้าเป็นพระแท้ฯ…..จะต้องมีส่วนหลักๆ ดังที่ผมกล่าวไว้ ประกอบด้วย

มาตรฐานดูที่เนื้อหามวลสาร…
มีส่วนผสมกี่อย่างอะไรบ้าง?….มวลสารแต่ละอย่าง?….ผู้สร้างได้มาจากที่ไหน?….

แต่ละมวลสารมีอิทธิฤทธิ์อะไร?..ส่งผลอะไร?…ให้เกิดปาฏิหารย์อย่างไร?…..เป็นต้น

คือรู้ละเอียดยิบ

มาตรฐานดูที่ พิมพ์ทรงองค์พระฯ
แม่พิมพ์เป็นอะไร? (ทุกวันนี้ยังสรุปไม่ได้เลยว่าแม่พิมพ์ทำมาจากวัสดุใด)
ทำจากไม้แกะ ดินเผา หินลับมีดโกน ฯลฯ ก็อธิบายตามที่ตัวเองคิดว่าน่าจะ……กันไป
แล้วก็มาเถียงกันในความเชื่อว่า…ไม่เหมือนกันนั้น….ทะเลาะกันในเรื่องที่ตัวเองต่าง
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า…ทำมาจากวัสดุใดกันแน่?
โดยอ้างว่าเกิดไม่ทัน (คำว่า…รู้ไม่พอ..ก็คือ ไม่รู้จริงนั่นเอง…รู้ไม่พอที่จะตอบ…คนฟังเงิบ
เพราะ …เกิดไม่ทัน..แสดงว่า..พร่องความรู้…ที่ค้นคว้าหาความจริง…ยังมาอวดตัวเป็น
ครูบาอาจารย์สอนชาวบ้านจาก….ความไม่รู้นั้น)

มาตรฐานรอยตัดตอก
ผู้รู้ผู้ชำนาญทุกคน..ระบุเหมือนกันว่า..ด้านข้างทั้งสี่ของพระสมเด็จฯ..ถูกตัด
ด้วยตอก จะต้องทิ้งรอยแผ่วเบาอย่างแมวข่วนให้เห็นให้พิจารณา ทั้งที่ความจริงแล้ว
กรณีถ้า..ตัดได้จริง…ก็ไม่สามารถความแผ่วเบาให้พอดีได้หรอกครับ…เจ้านาย

เซียนเเละเหล่าเซียน ผู้รู้ ผู้ชำนาญการ จะให้สิ่งเหล่านี้..เป็นเกณฑ์มาตรฐาน
ในการพิจารณาตัดสินแม้กระทั่งตอนที่ ผมเขียนบทความเรื่องนี้อยู่ (พฤษภาคม ๕๘)

มีข้อสังเกตุให้เพื่อนๆ ได้…ฉุกคิด…เรื่องนึงคือ…แม่พิมพ์….ไม่รู้ว่าทำจากอะไร?

ปัญหามันจึงตกไปอยู่ตรงนั้น หมายความว่า..เซียนไม่รู้จัก…แม่พิมพ์….นั่นเอง

มีเรื่องเดียวที่ เซียนไม่รู้จัก ไม่เคยเห็น (เพราะถ้าเคยเห็นจะไม่ทะเลาะกัน..
พวกเขาจะไม่คาดเดาผลที่จะเกิดขึ้นตามมาจาก…กระบวนการในการผลิต…ของแม่พิมพ์
ที่ถูกพิมพ์พระสมเด็จฯ ของสมเด็จพุฒาจารย์โตฯ นั้น….นั่นเอง)

และการที่ …..”ไม่รู้จัก…แม่พิมพ์…เพียงเรื่องเดียว”….นี่แหละสำคัญยิ่ง..ต่อ
กระบวนการเรียนรู้ขั้นถัดไป….คืือ…เมื่อไม่รู้จักแม่พิมพ์ว่าทำจากวัสดุใดกันแน่….
ย่อมไม่สามารถ…ระบุว่า

“..แม่พิมพ์…มีลักษณะอย่างไร?……
แม่พิมพ์มีลักษณะอย่างไร?…เป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่า…แม่พิมพ์ทำจากวัสดุใด
ด้วยซ้ำไปครับ….เพราะว่า….ลักษณะแม่พิมพ์…จะบ่งบอกกรรมวิธีในการผลิตพระฯ
จนได้เป็นองค์ๆ ได้ครับ…..ผมหมายความว่า

ลักษณะของแม่พิมพ์..จะขังน้ำได้ไหม?….(ลักษณะของการเทหยอด)
ลักษณะของแม่พิมพ์..จะปั้นกด..จะมีกี่องค์ ก่อนทำการตัดด้วยตอก…เป็นต้น

เป็นเรื่องเดียว (เรื่องสำคัญที่สุด) ที่เซียนไม่รู้ เหล่าเซียน ผุ้รู้ ผู้ชำนาญการไม่รู้?

ส่งผลให้…ไม่รู้ว่า…เนื้อก่อนพิมพ์…มีลักษณะอย่างไร?…..ปั้นกดหรือเทหยอด
ส่งผลให้…ไม่รู้ว่า…พิมพ์ทรงจะผิดเพี้ยนกันได้ในตอนไหน?…อย่างไร?

ส่งผลให้….ไม่รู้ว่า..กระบวนการก่อนผลิต..หลังผลิต…การตัดตอกออกจาก
แม่พิมพ์นั้นๆ ทำได้อย่างไร?…..จึงต้องอาศัยการคาดเดาทั้งหมดจากร่องรอยที่เห็นนั้น

ย้อนกลับไปที่ มาตรฐานที่ถูกกำหนดในวันนี้…ในการตัดสินให้พระแท้เท็จ…ออก
ใบรับรองให้พระได้มาตรฐานแท้หรือเท็จ ประกอบไปด้วย

มาตรฐานดูที่เนื้อหามวลสาร…

มีส่วนผสมกี่อย่างอะไรบ้าง?….มวลสารแต่ละอย่าง?….ผู้สร้างได้มาจากที่ไหน?….

แต่ละมวลสารมีอิทธิฤทธิ์อะไร?..ส่งผลอะไร?…ให้เกิด
ปาฏิหารย์อย่างไร?…..เป็นต้น คือรู้ละเอียดยิบ

มาตรฐานดูที่ พิมพ์ทรงองค์พระฯ
แม่พิมพ์เป็นอะไร? (ทุกวันนี้ยังสรุปไม่ได้เลยว่าแม่พิมพ์ทำมาจากวัสดุใด)
ทำจากไม้แกะ ดินเผา หินลับมีดโกน ฯลฯ ก็อธิบายตามที่ตัวเองคิดว่าน่าจะ……กันไป
แล้วก็มาเถียงกันใน ความเชื่อว่า…ที่ไม่เหมือนกันนั้น….ทะเลาะกันในเรื่องที่ตัวเองต่าง
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า…ทำมาจากวัสดุใดกันแน่? อ้างว่าเกิดไม่ทัน

มาตรฐานรอยตัดตอก
ผู้รู้ผู้ชำนาญทุกคน..ระบุเหมือนกันว่า..ด้านข้างทั้งสี่ของพระสมเด็จฯ..ถูกตัด
ด้วยตอก จะต้องทิ้งรอยแผ่วเบาอย่างแมวข่วนให้เห็นให้พิจารณา

มาตรฐานที่ถูกตั้งขึ้นมาเหล่านี้….ถูกกำหนดขึ้นจากการคาดเดา…เพราะว่า
เกิดหลังจาก…ต้องเห็นแม่พิมพ์ว่ามีลักษณะอย่างไร? แล้ว…เท่านั้นครับ….

แสดงว่า
มาตรฐานเหล่านี้…ล้วน…คาดเดา….ครับ เป็นความเชื่อที่อาจจะผิดๆ จากอดีตก็ได้
(และก็เป็นเยี่ยงนั้นจริงๆ ตามที่ผมบอก….ในอนาคตเพื่อนๆ จะเข้าใจ หรือ ตอนนี้ก็
เริ่มเข้าใจผมไม่อาจจะทราบครับ)

การไม่เห็นแม่พิมพ์ว่ามีลักษณะอย่างไร?…ก็กลายเป็น..คาดเดากระบวนการ
ในการผลิตพระฯ ทั้งหมด….แล้วก็กำหนดสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ ไม่เห็น เหล่านั้นเป็นมาตรฐาน

กลายเป็นผู้รู้ ผู้ชำนาญการในการคาดเดาสิ่งที่ตัวเองเห็นอยู่ตรงหน้าไป…ครับ หาได้
เป็นผู้ชำนาญการอย่างถ่องแท้แต่อย่างไรไม่….(ถ้าเซียนอ่านอยุ่ มีความคิดเห็นแย้ง
ก็แสดงองค์ความรู้นั้นได้ในบทความต่อจากนี้ได้ครับ เพื่อนๆ จะได้เรียนรู้ความถูกต้อง
ตามที่ท่านเข้าใจครับ)

แต่ถ้าเหล่าเซียนตอบอะไรไม่ได้…”อ้างว่าเกิดไม่ทัน..อธิบายไม่ได้ว่า..แม่พิมพ์

มีหน้าตาอย่างไร?…มีลักษณอย่างไร?….แท้ยังงัย…วัดค่ายังงัย…มาตรฐานพระสมเด็จฯ
ที่ท่านตัดสินได้มาตรฐาน ถูกต้องตามมาตรฐาน ทุกองค์ที่ผ่านๆ มา…..วัดค่าได้ด้วย
มาตรฐานวัดค่าหน่วยไหน?…บล็อคหลวงฯ มีความแตกต่างจากบล็อคชาวบ้านยังงัย ….

กรณีท่านไม่ตอบ…หรือตอบไม่ได้ได้ เนื่องจากความไม่รู้…อ้างเกิดไม่ทัน.หรือตอบแบบ
ออกทะเล……..ตอบแบบนั้น…แล้วจะ………..เป็นผู้รู้..ผู้ชำนาญการ…ได้อย่างไร?…..

เพราะว่า.ตัวท่านเอง…ขาดคุณสมบัติที่ดี…

ไม่มีความรู้เรื่องมาตรฐาน…ของสิ่งที่ตัวเอง (อ้างว่า)..ชำนาญการนั้น นั่นเองครับ

ถ้าผมขายกะทะไฟฟ้า…แต่ผมไม่รู้มันใช้ได้อย่างไร?…ต้องเสียบไฟฟ้าตรงไหน?…

อย่างไร?…..ผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ผมเป็นผู้ขาย……มันก็คงตลกครับ

ยิ่งถ้าหาก…ผมไม่รู้จัก..(ไม่รู้จักมาตรฐานจะจัดการวัดค่าอย่างไร?)
.สิ่งที่ผมชำนาญการ…..ไม่รู้จักแม่พิมพ์ ไม่รู้ว่า..

“แม่พิมพ์มีลักษณะอย่างไร?”……มันก็คงยิ่งตลก

ยิ่งถ้า….ผมเป็นคนตัดสินให้แท้ให้เท็จได้…โดยที่ผมไม่รู้ว่า…”เนื้อก่อนพิมพ์เป็นอย่างไร?”….
ยิ่งถ้า…ผมตัดสินให้พระฯ..มีมาตรฐานได้…โดยที่ผมไม่รู้ว่า….”ผมวัดค่ามาตรฐานที่ผมอ้าง
ว่าได้มาตรฐาน….ด้วยหน่วยวัดค่ามาตรฐานอะไร?”………..แต่ผมรับรองมาตรฐานได้
มัน…ยิ่งกว่า…โค..ตะ..ระ….ตลก….” ครับ

ผมไม่เห็นแม่พิมพ์…ผมไม่รู้จักแม่พิมพ์…ผมไม่รู้จักลักษณะของแม่พิมพ์….แต่…..

ผมกำหนดมาตรฐานได้ ด้วยการดูจากด้านข้าง “รอยตัดตอก” ก็ตอบได้แล้วว่าแท้หรือเท็จ…
ผมกำหนดความรู้ว่า….รอยตัดตอก จะต้องตัดจากหน้าไปหลัง/หลังไปหน้า…ได้แม่นยำถูกต้อง
ผมกำหนดมาตรฐานให้…เนื้อเป็นมาตรฐาน…ในการตัดสิน…พิจารณา…ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ
ผมกำหนดมาตรฐานให้…พิมพ์ทรงเป็นมาตรฐาน…ในการตัดสิน…พิจารณา ไม่เคยพลาด
ฯลฯ………………..
ผมรู้ว่าพระพิมพ์นี้รุ่นนี้ สร้างยุคไหน? ช่วงไหน?…แม่พิมพ์ของใครสร้าง หลวงนั้นชื่ออะไร?
ผมรู้แม้กระทั่งว่า….พระฯ…องค์ที่ผมนำแสดง…เป็นรุ่นสุดท้ายแจกงานศพ……(เก่งเกินไปแล้ว)

ผมมีความรู้ความชำนาญทุกเรื่อง ผมรู้ดีได้ทุกเรื่องครับ ถามได้ตอบได้ ชัดเจน มั่วได้รอบด้าน…

ผมไม่รู้เพียงแค่….”แม่พิมพ์”….มีลักษณะอย่างไร?….เท่านั้น
ผมไม่รู้เพียงแค่…..”เนื้อก่อนพิมพ์”….มีลักษณอย่างไร?….ช่างมัน ไม่สนใจ
ผมไม่รู้เพียงแค่….”พิมพ์ทรง” มันเพี้ยนพิมพ์ในการผลิตได้หรือไม่?…ไม่สนใจช่างมัน
ผมไม่รู้เพียงแค่….”ตัดตอก”….ตัดตอนไหน? ตัดได้อย่างไร?…ตัดได้หรือไม่? ช่างมัน

ผมไม่รู้แค่นั้น…..แค่เรื่องสำคัญที่ผมกำหนดให้เป็นมาตรฐาน…แค่นั่นเอง..จิ๊บจิ๊บ ครับ
นอกนั้นถามมาได้ครับ ประวัติพระรูปนั้น…ประวัติวัด…ประวัติผู้สร้างแม่พิมพ์ฯลฯ.. หลวงไหน
สร้างพิมพ์นี้…ยุคไหน ยุคต้น ยุคกลาง ยุคปลายฯลฯ
ผมตอบได้ทุกเรื่อง..ผมเล่าให้ฟังได้ทั้งวัน..สามวันเจ็ดวันไม่จบ..เห็นไหม?…ผมเก่งทุกเรื่องครับ..
ยกเว้นเรื่องเดียวครับ…..
ผมไม่รู้ว่า…มาตรฐานแปลว่าอะไร?…เท่านั้นเองครับ..เรื่องเดียวครับ เพราะผมก็เกิดไม่ทันครับ…

อ่านจบแล้ว คอมเม้นท์ได้ทันทีครับ..ผมจะได้รับรู้ความรู้สึกของเพื่อนๆ จะคิดอย่างไร? กันครับ
จะด่าหรือจะเป็นกำลังใจให้…..ก็…ไม่ว่ากันครับ…กับพวกรู้ไปหมด แต่ไม่รุ้ว่า พระแท้ดูอย่างไร?…
เมื่อตัวเองไม่รู้จักพระแท้…ดูอย่างไร?…..กลับไปขอดูพระคนอื่นที่มีความเห็นต่างกับตน..ว่าพระ
เครื่องของเขามีลักษณะอย่างไร?…..

เมื่อตัวเองไม่รู้..ไม่มีความรู้ว่าพระแท้ดูอย่างไร?….ก็จะไปตอบแท้เท็จได้อย่างไร?….
ทำได้ก็คือ…..สวดพระที่เขานำแสดงนั้นว่าเก๊…(ไม่รู้เก๊ยังงัยสวดให้เสียไว้ก่อน)….จากนั้นก็นำ
พวกกลุ่ม ก๊วน แก๊งค์ ออกมาช่วยกันถาโถมถล่มโจมตีใส่……ให้สะใจ….ก็เท่านั้น (อ่านเกมออก
น้องหนู)….เหล่าคนไม่รู้….เห็นว่าคนหมู่มาก…สวดพระองค์นี้ปลอม…ก็คิดว่าปลอมไปด้วยตามนั้น
ลืม…นึกไปว่า…..พวกที่รุมสวดพระคนอื่นอยู่นี้….มันพวกเสียผลประโยชน์ทั้งนั้น…ก็ได้…..อีกท้ัง
พวกนี้…ไม่รู้จักพระแท้…ดูอย่างไร? เลย ดูไม่เป็นเลย…….ก็ได้ 555555 พวกอวดรู้ ดูเก่งครับ

เอวังด้วยประการฉะนี้ …. สาธุครับ

ขอปัญญาจงสถิตย์กับเพื่อนๆ ครับ

กดแชร์บทความไปยัง Social Network ของท่าน
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
เรียนรู้วิธีการดูพระเครื่องร่วมกับเพื่อนสมาชิกได้ในกลุ่มพระเครื่องเรื่องง่ายๆ ในเฟสบุ๊ค https://web.facebook.com/groups/277552462284906

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *