เรียนรู้เรื่องพระเครื่องต้องแยกความเชื่อกับความจริงให้ได้ (๑๓๒)

ในการเรียนรู้เรื่องราวสิ่งใดสิ่งหนึ่ง….ยกตัวอย่างเรื่องการเรียนรู้เรื่องพระเครื่องฯ….การแยกแยะว่า…อะไรคือความจริง…อะไรคือความเชื่อ..ออกจากกันได้….ก็จะทำให้เราไม่หลงทางในการเรียนรู้…..เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบในเรื่องที่เราอยากจะรู้ได้ดียิ่งขึ้น
ความรู้ในเรื่องพระเครื่องฯ..ที่เราเคยได้รับรู้มา…ก็แยกเป็นความจริง (ความรู้)..กับ ความเชื่อ

ความรู้ก็แยกออกเป็นส่วนๆ ผมจะแยกแนวความรู้ออกเป็นส่วนๆ ให้เพื่อนๆ ได้พิจารณาง่ายๆ จากสิ่งที่เราได้เรียนรู้ที่ผ่านมา เพราะการแยกแยะองค์ความรู้ออกเป็นส่วนๆ เพื่อให้ง่ายที่เพื่อนๆ จะเกิดแนวความคิด แนวทางที่จะเลือกเดินได้อย่างถูกต้องต่อไปในอนาคต

ความรู้ของผู้ให้ความรู้เรื่องพระเครื่องในปัจจุบันฯ จะแยกออกเป็นหลักใหญ่ๆ เพื่อใช้ในการตัดสินแท้เท็จ….ของพระสมเด็จฯ ตรงหน้าอยู่สองเรื่อง (สองมาตรฐานใหญ่ๆ) คือ

พิมพ์ทรงกับมวลสาร (คือยึดเป็นหลักในการพิจารณาจากสองสิ่งนี้เป็นหลัก)
ทำไม? สาเหตุอะไร? ที่พวกเขาถึงยึดสองสิ่งนี้เป็นหลัก?……..

นั่นก็เป็นเพราะว่า…เป็นสิ่งที่เขาเห็น เราเห็น เขารู้ เรารู้….เราก็เลยยอมรับในสิ่งที่เราเห็น สิ่งที่พระเป็น จากคำอธิบายที่ถูกต้องตามที่เราเห็น เราเห็นด้วยกับเหล่าบรรดาผู้ให้ความรู้ ผู้ตัดสินทั้งหลายเหล่านั้นนั่นเอง….

(ในเรื่องของ…พิมพ์ทรงกับเนื้อหามวลสาร ส่วนนี้เราจัดให้เป็นความรู้เบื้องต้นในการพิจารณาได้ครับ เรียนรู้ได้แต่เรียนรู้ยากเพราะความที่พระฯไม่มีฝาแฝดทั้งเนื้อทั้งพิมพ์ ไม่ซ้ำกัน) สองสิ่งนี้ไม่มีความเหมือนกัน มีความแตกต่างกัน…..

จึงยึดเป็นหลักมาตรฐานไม่ได้ครับ เป็นแค่พื้นฐานการเรียนรู้พระฯ…เท่าน้ัน
ลำดับถัดไปคือเรื่อของความเก่า…..(ส่วนนี้เป็นความเชื่อส่วนตัวที่แต่ละคนรู้สึก…โดยใช้ประสบการณ์จากการเคยเห็น “ของเก่า”..ในลักษณะต่างๆ กันนั่นเอง)…….เรื่องความเก่า เราก็จะพบว่า…มีคำ..ที่ผมแยกแยะคือ…..

ประสบการณ์จากความรู้สึกส่วนตัว…..ว่าเก่าหรือไม่เก่า
ประสบการณ์ ความรู้สึก ส่วนตัว ที่คิดว่า…คาดว่า…น่าจะ…เก่าหรือไม่เก่า…

(ส่วนนี้เป็นความรู้เฉพาะตัว เป็นความเชื่อส่วนตัว ไม่ใช่เรื่องที่เราจะยึดเอามาเป็นมาตรฐานได้ เพราะไม่มีหน่วยวัดค่าความรู้สึก “ว่าเก่าหรือไม่เก่าได้” นั่นเอง)
คราบกรุ (ที่แสดงบนองค์พระฯ) คำตอบก็คงเหมือนกับความเก่า คือเราไม่สามารถไประบุให้คราบจะต้องมีลักษณะเฉพาะแบบนี้แบบนี้…

ประมาณนี้ได้…เพราะเหตุแห่งการเกิดไม่เหมือนกัน…เช่นโดนน้ำท่วมตลอดเวลาทั้งปี…(ส่วนที่อยู่ล่างสุด)…….คราบย่อมไม่เหมือนกับส่วนกลาง…ซึ่งอาจจะโดนท่วมบ้างไม่ท่วมบ้าง…และ..ย่อมไม่เหมือนกับส่วนบนสุดที่ไม่ถูกน้ำท่วมเป็นต้น…..การที่จะระบุว่า…คราบแบบนี้ไม่ใช่ ไม่เหมือนที่ผมเคยเห็น (รู้คนเดียว)….ไม่มีคราบแบบนี้ลักษณะนี้…คราบแบบนี้จึงไม่ใช่ ไม่แท้….เป็นคราบพรางมาครับ…พระแบบนี้ไม่ใช่พระของกรุนี้ครับ……….555

(คราบกรุ…ก็ใช้ความรู้สึกส่วนตัว ความคิดว่าน่าจะ…ใช่…ไม่ใช่..คิดว่าไม่มี…เป็นคำตอบ
คำตอบเรื่องคราบ จึงฟันธงไม่ได้ครับ เพราะความแตกต่างกันนั่นเอง จึงยึดเอามาพิจารณาเป็นหลักไม่ได้)…..ส่วนนี้จะเรียนรู้ได้แต่เรียนรู้ยาก เพราะคราบแต่ละองค์ไม่เหมือนกัน นั่นเอง

ประวัติวัด ประวัติเกจิต่างๆ ที่มีบันทึก ต่อให้เป็นการบันทึกจริงๆ มีหลักฐานต่างๆ ระบุไว้จริง..ส่วนนี้ก็เรียนรู้ได้ รับรู้ได้ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความที่…พระจะแท้หรือจะเท็จ…เป็นเรื่องเล่าประกอบความน่าเชื่อถือของผู้เล่าแต่ละคนเท่านั้น….

(ส่วนนี้เรียนรู้เพื่อรับรู้ก็พอ..ไม่ต้องสาวเรื่องราวต่อเนื่อง..ไม่ต้องเพิ่มตัวละครอะไร?…เข้าไปอีกมากมาย…เพราะจะกลายเป็นเรื่องเล่าประกอบ…เอาไปอ้างอิงหลักฐาน….ขยายความ..โยงเรื่องให้เข้ากับหลักฐานที่มีนั่นเอง)

เรื่องเล่ายายขำ…เรื่องเล่าเหล่าขุนนางฯ….เรื่องเล่าเหล่าหลวงๆ ลวงโลก อ้างว่ามีการสร้างแม่พิมพ์..ถวายแม่พิมพ์…(สมเด็จโตฯ ท่านคิดแม่พิมพ์เองไม่เป็นหรือ??????? ถ้าท่านเป็นคนผลิตพระฯ…สร้างพระฯ…ท่านย่อมรู้ปัญหา และหาทางที่จะแก้ปัญหาในกระบวนการผลิตเองได้…)

เรื่องราวส่วนนี้…เป็นนิทาน..นิยาย…ค้นหาประวัติกันไม่เจอ อาจจะมีการแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อประกอบความรู้ หาตัวละคร หาหลักฐานต่างๆ มายืนยัน การมีตัวตนไม่ได้..สุดท้ายก็กลายเป็นเรื่อง “เด็กเลี้ยงแกะ”…กันไป เพราะหาตัวตนคนในนิทาน….

หาตัวเหล่าหลวงๆเหล่านั้นไม่เจอ หรือ เจอก็ผิดยุคผิดสมัยกันไป…ให้ดูเหมือนจริง ผูกเรื่องให้เข้ากัน…อ้างข้ามยุค ข้ามสมัย..กันไปคนละยุค…โดยอาจจะนึกไม่ถึง…ว่าคนที่อยู่อีกยุคจะข้ามเวลามาทำแม่พิมพ์….(ได้งัย)…. ขยันสร้างเรื่องราวกันไป..ขำขำครับ (พระปลอมก็คือพระปลอม จากหน้าพระฯ…ไม่ต้องเล่านิยายอะไรประกอบก็ปลอม….พระแท้ก็แท้จากหน้าพระฯ..ไม่ต้องเล่านิยายอะไรเสริม..ก็แท้…)

(ส่วนนี้เป็นนิทานนิยาย ต่อให้เรื่องเล่าเหล่าหลวงฯ จะมีตัวตนเป็นคนสร้างแม่พิมพ์ให้หรือไม่?…….ก็ไม่ทำให้ พระเท็จเป็นพระแท้..หรือ..พระแท้เป็นพระเท็จไปได้…เพราะไม่เกี่ยวกัน.. เราไม่ต้องให้ความสำคัญตรงส่วนนี้เลยก็ได้ ในการพิจารณาพระแท้เท็จตรงหน้า) แต่จะมีผล..ตรงที่..

ถ้าหากในความเป็นจริง
เหล่าหลวงๆ ทั้งหลาย…”ไม่มีตัวตน” แต่มีคน กลุ่มคน ไปสร้างตัวตนเท็จข้ึนมา จะเพื่อหวังผลอะไรก็ตาม รวมถึงสร้างเรื่องเท็จประกอบต่างๆ ให้ดูสมจริง อ้างอิงเยอะ….

ส่วนนี้เราก็ต้องไปพิจารณากัน ให้ความสนใจไม่มองข้าม…เพราะจะส่งผลต่อเนื่องกับความรู้จริง ความถูกต้องของข้อมูลในอนาคต ที่คนรุ่นหลังจะต้องรับข้อมูลอันนั้นไป

ความรู้ กับความเชื่อ ก็จะมีเรื่องอธิบายคร่าวๆ ได้ประมาณนี้….
ข้อสำคัญ….เราต้องการรู้อะไร?….อะไรสำคัญสุดที่เราควรให้ความสำคัญ….
อะไร?…เรียนรู้ได้…เรียนรู้ไม่ได้..ผมก็บอกให้ในเบื้องต้นแล้วนะครับ

“…..พระจะแท้….. ไม่เกี่ยวกับเนื้อไม่เกี่ยวกับพิมพ์…ไม่เกี่ยวกับความเชื่อ ประสบการณ์ส่วนตัว..ประวัติวัดประวัติเกจิ หรือเรื่องเล่าเหล่าหลวงๆ นิทาน นิยายใดๆ ประกอบ…”

พระแท้จึงอยู่ที่มาตรฐานที่พระมี
มาตรฐานคือ…สิ่งที่วัดค่าได้ และมีหน่วยวัดค่ากำกับได้
พระปลอมก็จะสร้างตามเซียนที่ไม่รู้จัก…มาตรฐานคืออะไร?..

เลยไม่รู้ว่า.มีหน่วยวัดค่าคืออะไร? ….ทำให้แยกแยะได้
ความรู้เหล่าผู้ให้ความรู้ ตรูชำนาญการทั้งหลาย…เมื่อ….ไม่รู้จักมาตรฐานคืออะไร?…
ไม่รู้ว่ามีหน่วยวัดค่ามาตรฐานคือหน่วยอะไร?…..

การตัดสินให้พระแท้หรือเท็จ…พวกเขาจึงใช้สิ่งที่..ไม่ใช่มาตรฐาน..ไม่มีมาตรฐาน(เนื้อกับพิมพ์)…เอาเรื่องราวประวัติ นิทาน นิยาย มาประกอบ………..

โดยมี…..”ความเชื่อของตน ของกลุ่ม ขององค์กร ของหน่วยตน”….มาสนับสนุนเพื่อให้ดูน่าศรัทธา นาเชื่อถือ นั่นเอง…….
เมื่อผู้คนเกิดความสับสน มึนงง (งงงง)..จนเกิดการเชื่อถือ และ ยอมรับในความเชื่อนั้น….(ยอมรับโดยไม่รู้อะไรคืออะไร….ถูกต้องคืออะไร?….ผิดคืออะไร?)….

ด้วยเหตนี้…
เหล่าผู้กำหนดมาตรฐาน….จึงกำหนดมาตรฐาน (อะไรก็ได้ ยังงัยก็ได้)….จากความเชื่อของตนของกลุ่มองค์กรตน….และ ก็ใช้มาตรฐานความเชื่อนั้นในการ “กำหนดความเชื่อนั้น โดยอ้างว่าเป็นมาตรฐาน (ตรูและกลุ่มตรู) ยอมรับ” เมื่อ

มาตรฐานความเชื่อขยายตัว….เหล่าผู้คนที่ยังไม่รู้ ดูไม่เป็น เล่นตามไป เข้ากองไฟฟอนตามๆ กันไป บนมาตรฐานความเชื่อนั้น…
เนื่องความไม่รู้ (เพราะความเชื่อเรียนรู้ไม่ได้)……ไม่รู้จะเรียนรู้ตรวจสอบกันยังงัย….ไม่รู้…ไม่กล้า…ขาดสติ…ขาดการคิดพิจารณา ( เพราะอวิชชา ความโลภ ครอบงำ)….ทำให้หาทางออกจากวังวน “มาตรฐานแห่งความเชื่อนั้นไม่ได้”.นั่นเอง

โลกทั้งใบในกรอบที่ครอบหัว มันมืดมิด เดินไปไหนก็หาทางออกไม่เจอ..และในกรอบแคบๆ แบบนั้น…ผมเองก็เคยหาทางออก…มันมืดมิดมองไม่เห็นแม้มือของตัวเอง…ทุกคนถูกพันธนาการจากความมืดมิดนั้นเช่นกัน

จนกระทั่งวันนึง….ต้องรวบรวมความกล้า….ตั้งสติ…คิด…ค้นหาทางออก..โดยให้ปัญญานำทาง
“ทุกปัญหาย่อมมีทางออก ทุกปัญหามีปัญญาเท่านั้นที่จะแก้ไขได้” แล้วผมก็พบทางออกนั้น

และผมก็ได้ค้นพบความจริงของปัญหานั้น ค้นพบทางออกของปัญหานั้น…จึงเขียนเล่าบอกให้เพื่อนๆ ฟัง ณ ตอนนี้ ผมมั่นใจว่า

คนเราเมื่อกล้า กล้าที่จะแสดงความจริง…พูดในเรื่องที่เป็นความจริง…แสดงให้เห็นในสิ่งที่เป็นความจริง..สอนและอธิบายด้วยความจริง….ให้คนอื่นได้เรียนรู้ได้….เดินได้ด้วยตัวเอง ด้วยศักยภาพ และสามารถนำไปใช้ได้จริง

สิ่งนั้นคือ การเรียนรู้ … ทุกคนเรียนรู้เข้าใจได้…ไม่ได้สอนด้วยความเชื่อ…ด้วยความรู้สึกของตน….ผมว่า ความรู้ที่ถูกต้องจะตอบโจทย์ ตอบข้อสงสัย เหตุผล ที่มาที่ไป…บนความจริงที่สิ่งนั้นเป็นได้

สมชาย น้อยสาคร สิ่งนั้นเรียกว่าความรู้….และเมื่อความรู้กระจายออกในวงกว้าง ทุกคนล้วนได้เรียนรู้ได้…อ่านออกเขียนเองได้…ก็จะคุยภาษาเดียวกัน ทุกคนจะเป็นหนึ่งเดียวกันได้จากความรู้นั้น…

เมื่อทุกคนรู้ รู้เหมือนกัน ย่อมไม่ทะเลาะกัน
เมื่อทุกคนรู้..เข้าใจเหมือนกัน..ก็ยอมรับความรู้บนความจริงของกันและกันได้
เมื่อทุกคนรู้..เข้าใจ..ก็จะเคารพในความจริงที่สิ่งนั้นเป็นได้
เมื่อทุกคนรู้ เข้าใจ เคารพในความจริงที่สิ่งนั้นจะต้องเป็นได้

สมชาย น้อยสาคร การพัฒนาให้วงการพระเครื่องฯ….ก็จะสามารถทำได้…บนความรู้ ความเข้าใจ บนความถูกต้องบนความจริงที่สิ่งนั้นเป็นได้….ในท้ายสุดนั่นเอง

รู้คนเดียว..เข้าใจคนเดียว…ก็ไปเล่นคนเดียวไป
รู้กลุ่มเดียว…เข้าใจแค่คนในกลุ่ม…ก็ไปสุม..ตัว….เล่นกันไปในกลุ่มของตนไป

รู้เฉพาะ…ชมรมองค์กรของตน..ก็อย่าไปกำหนดในคนอื่นเขาต้องปฏิบัติตามความรู้ที่เกิดจากความพร่องของความรู้..ที่กลุ่ม ที่ชมรมองค์กรกำหนดให้เป็นนั้น….ตามไปด้วย

รู้เฉพาะตน..กลุ่ม…ชมรม หน่วยองค์กร…ก็อย่าเที่ยวไปข่มว่าตรูรู้…กลุ่มตรูรู้มากกว่า….จนสามารถไปกำหนดอะไรมาให้ทุกคนปฏิบัติตามจากความเชื่อเฉพาะนั้น…ได้

โดยไป…กำหนดให้พระจะต้องเป็น..จะต้องเห็น..จะต้องมี….ถึงจะเป็นพระแท้ฯ..ที่ทุกคนต้องเช่ือฟังและปฏิบัติตามจากข้อจำกัด..ที่เกิดจากความไม่รู้..หรือ..รู้ไม่ถูกต้องอย่างดีพอนั้นของตนเอง ของกลุ่ม ของชมรมองค์กรตนนั้น

มาตรฐานใดๆ ที่กำหนดจากความเชื่อมันก็มีเเค่..ความเชื่อของคนกำหนดมาตรฐานเท่านั้น…ที่จะรู้ว่า….ความเชื่อที่คิดว่าน่าจะ…ที่เขากำหนด…มันถูกต้องได้นั่นเอง

คงไม่ต่างจาก…ความสวย..นั่นเอง เพราะความสวยมันไม่มีหน่วยวัดค่ากำหนดความสวย…จริงอยู่วันนี้..คุณได้เป็นนางงามจักรวาล…คนสวยที่สุดในโลก…

เมื่อเวลาผ่านกาลเปลี่ยน…ความสวยนั้นเปลี่ยน…คุณก็เป็นแค่อดีตเคยสวย….นั่นเอง….(เพราะเป็นความเชื่อของกลุ่มคน ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง)….

ความเชื่อจึงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เปลี่ยนไปตามใจ ตามกระแสของคน กลุ่ม ชมรม องค์กรฯลฯ….ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ วันนี้แท้ พรุ่งนี้เท็จ ………สลับไปสลับมาได้อยู่ตลอดเวลานั่นเอง

ผมจึงเลือกที่จะอรรถาธิบายแยกแยะ…ความเชื่อออกจากความจริง….และมุ่งให้ความรู้…ให้ความจริง…เพื่อเปรียบเทียบแยกแยะ…ให้ทุกคนได้เรียนรู้ได้เอาความรู้ไปใช้ได้….

ผมจึงพูด…คิด..เขียน…และแสดงหลักฐานบนความจริงที่สิ่งนั้นเป็น…เท่านั้น เพราะผมรู้ว่า…ความรู้…เป็นทางเดียวที่จะพัฒนาวงการพระเครื่องได้นั่นเอง

ขอปัญญาจงสถิตย์กับเพื่อนๆ ครับ

กดแชร์บทความไปยัง Social Network ของท่าน
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
เรียนรู้วิธีการดูพระเครื่องร่วมกับเพื่อนสมาชิกได้ในกลุ่มพระเครื่องเรื่องง่ายๆ ในเฟสบุ๊ค https://web.facebook.com/groups/277552462284906

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *