อวิชชา ความเชื่อ น้ำเต็มแก้ว ผลประโยชน์ (๑๓๖)

อวิชชา คือความเชื่อ…

สิ่งที่พระพุทธองค์…ทรงตรัสว่า…น่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใด…คือ “อวิชชา คือ ความไม่รู้ หรือรู้ในสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างไม่ดีพอ”….เป็นสัจธรรมแล้ว

เหล่าผู้คนที่ยึดหลักในตัวบุคคล…ยึดเอาความเชื่อของตัวบุคคล…ยึดเอาคำตอบของบุคคลเป็นสรณะ โดยไม่พิจารณาแยกแยะความจริงที่สิ่งนั้นเป็น….ไม่มีเหตุผลบนความจริง…ประกอบการพิจารณา อีกทั้งยัง ไม่ยอมรับในความจริงที่ที่สิ่งน้ันเป็น…ไม่ยอมรับความเป็นไปตามธรรมชาติที่สิ่งนั้นเป็น ….คนเหล่านี้แสดงว่ายึดเอา อัตตาตัวเองเป็นหลัก…เป็นคนที่ไม่มีเหตุ ไม่มีผล..ขาดความรอบคอบไตร่ตรอง ถ้วนถี่….คนเหล่านี้.ปัญญาของคนเหล่านี้นี่แหละที่พระพุทธองค์ทรงเปรียบให้เหมาะกับที่จะเป็นอาหารปลา และ เต่าใต้ตม…นั้น

บุคคลใดก็ตาม กลุ่มใดก็ตาม..พึงเห็น รับรู้คนเหล่านี้ มีคนเหล่านี้เป็นครูบาอาจารย์…เป็นเพื่อน…ควรห่างๆ ไว้ เพราะคนเรานี้…ไม่ยอมรับความจริง…เมื่อครั้นทำเรื่องราวอะไร? ที่ผิดพลาด หรือ ทำกิจการที่ส่งผลเสียกับคนอื่น ย่อมยอมรับความจริงจากความผิดพลาด…จากความเชื่อผิดๆ ของตัวเองไม่ได้

ยกตัวอย่าง การปล่อยเช่าพระฯ ด้วยความเชื่อว่าใช่…อธิบายรับประกัน ถูกต้องทั้งเนื้อทั้งพิมพ์…คราบเก่า อายุฯลฯ…..วันนึง…หากมีการพิสูจน์ได้ว่า…พระที่ตัวเองปล่อยให้เช่าและรับรองไปแล้วนั้นเป็นพระปลอม…พวกเขา..ก็จะไม่ยอมรับ “ความจริง”..นั้น…นั่นเอง

เพราะว่า…ความรู้ ความชำนาญที่เกิดจากความเชื่อ….ก็จะรับรองรับประกันกันด้วยความเชื่อ…เชื่อว่าใช่…ผมมั่นใจว่าใช่..ผมรับรองว่าใช่…กลุ่มองค์กรผมรับประกันว่าใช่ ฯลฯ…..

สิ่งต่างๆ เหล่านี้…คำพูดต่างๆ เหล่านี้….เป็นการรับรอง…ด้วยความเชื่อของตัวเอง…รับรองด้วยกลุ่มองค์กรตัวเอง…ยึดคำตอบแท้เท็จบนความเชื่อว่าใช่..ของตัวเอง….หาได้ยึดหลัก
จากการพินิจพิจารณาคำตอบจากองค์พระฯ แต่อย่างไร?…ไม่?….เพราะว่าเป็นการตัดสินจากความเชื่อของตัวเอง…(ไม่ใช่…รับรองความแท้…จากมาตรฐาน “ความจริง” ในสิ่งที่พระมีฯ)

สิ่งนี้จึงเป็นที่มาของ น้ำเต็มแก้ว…คือ เติมอะไรก็ล้น เต็มหมด.พูดอะไรก็ไม่ได้ยินไปเสียทั้งหมด

เพราะถ้าหาก ตัวเขาเอง…จะเทน้ำออก…ก็ยาก…เนื่องจากว่า ความรู้เดิมที่มีผู้คนเคารพนับถือ….ก็จะหมดสภาพไปด้วย…จากการตรวจสอบได้นั้นเช่นกัน….

การคบคนที่….”ไม่ยอมรับความจริง”….ผลที่ตามมาก็คือ…เขาก็จะไม่ยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีต…พยายามหาทางหักล้าง…ปฏิเสธความจริงที่จะปรากฏนั้น…เพียงแค่รักษาผลประโยชน์ของตัวเขาเอง…ของกลุ่มเขาเอง..ขององค์กรหน่วยเขาเองเท่านั้น หาได้มองเห็นผลประโยชน์ของส่วนรวมจากการเปลี่ยนแปลงนั้น…มิได้ให้ความสำคัญกับความจริงที่จะเกิดกับส่วนรวมนั้นแต่อย่างไร?…..จึงรีบชิงปฏิเสธความจริงนั้นเสียก่อน โดยไม่ต้องทบทวนอะไร?

การคบคนที่…กลุ่มที่…พวกที่…หน่วยองค์กรที่….”ไม่ยอมรับความจริงนี้”……บทสรุปก็ย่อมเป็นที่….ไม่ต้องคาดเดา….ว่า…ถ้าเกิดผลเสียหายใดๆ จากการทำธุรกิจ ร่วมกับคนคนนี้…กับคนกลุ่มนี้..กับคนพวกนี้ กับหน่วยองค์กรนี้……ย่อมหมายถึง…การปฏิเสธความรับผิดชอบโดยพวกเขาสามารถยกเหตุผลร้อยเเปด โดยอาจจะอ้างว่า.

“…มันเป็นเรื่องมุมมองคนละด้านคนละอย่างแล้วแต่ใครมอง…….”

ข้ออ้างเหล่านี้…เขาอ้างแบบนี้..โดยไม่ได้ไปดูที่ ความจริง..ไม่ยอมรับความจริง ที่ตรงข้ามกับความเชื่อที่เขายึดไว้ต่างหาก…..ป่วยการที่จะ…ไปอธิบายให้ฟัง…(ถึงแม้จะอธิบายบนความจริงที่สิ่งนั้นเป็น แสดงหลักฐานใดๆ ให้นำพิสูจน์ได้ก็ตาม)…….

มันเสียเวลาเปล่า?….กับคนคนนี้…กับคนกลุ่มนี้…กับคนพวกนี้…กับคนในหน่วยองค์กร…ที่ใช้ความเชื่อ…ยึดความเชื่อ..สมองเต็มไปด้วยอวิชชาความไม่รู้..หรือ..รู้มาแบบผิดๆ หรือ รู้อย่างตรงข้ามกับความจริงที่สิ่งนั้นเป็น…..เพราะว่า….พวกเขายึด…”ความเชื่อ” เป็นสรณะ…ส่วนข้อตอบโต้ต่างๆ ก็ล้วนเป็นเหตุผลบนความเชื่อ ที่หาคำตอบอะไรที่เป็น “แก่นสาร”…ไม่ได้นั่นเอง

…คนเหล่านี้…จึงไม่ควรคบหา…พึงบล็อคเพื่อนไป…เพราะต่อให้….รู้เรื่องราวที่เป็นความจริง

ก็…ไม่ทำให้สมองของพวกเขาทำงานจนเกิดปัญญาได้นั่นเอง…..(คือสมองตายตั้งแต่รู้ว่า…มีบางเรื่องที่ขัดแย้ง กับความเชื่อที่ผิดๆ จากความเชื่อเดิมๆ ของเขา เขาจึงเกิดความขัดใจ…ปิดกั้น..ข้อมูลใหม่ๆ เดี๋ยวนั้น…ทันทีเเล้วนั่นเอง)….คนพวกนี้จึงต้องปล่อยไปตามยะถากรรม….

ตามกรรม(ตามผลกรรม..ตามผลประโยชน์)….ที่เขาได้กระทำเอาไว้ในอดีตเอง….ครับ

ขอปัญญาจงสถิตย์กับเพื่อนๆ ครับ

กดแชร์บทความไปยัง Social Network ของท่าน
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
เรียนรู้วิธีการดูพระเครื่องร่วมกับเพื่อนสมาชิกได้ในกลุ่มพระเครื่องเรื่องง่ายๆ ในเฟสบุ๊ค https://web.facebook.com/groups/277552462284906

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *