ความเชื่อ นิทาน นิยาย คนขายพระ (๑๖๗)

การเรียนรู้ด้วยความเชื่อ เมื่อผู้เรียนรู้เลือกที่จะเชื่อในตัวบุคคล หรือ เชื่อในเรื่องราว เชื่อในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งโดย “ไร้เหตุผล” โดยที่สิ่งนั้นไม่สามารถนำพิสูจน์ความจริง หรือ เรียนรู้ให้เข้าใจได้ จะต้องใช้ความเชื่อเป็นการเฉพาะ สิ่งนี้เรียกว่า “งมงาย”

“อวิชชา” คือ ความเชื่อ จึงเรียนรู้ไม่ได้ หาเหตุผลมาอธิบายในความเชื่อนั้นไม่ได้ หรือ หาเหตุผลที่นำมาอธิบายแต่ละเรื่อง…ก็วางซ้อนอยู่บนความเชื่อของความเชื่ออีกทีนึงเป็นเฉพาะเรื่องๆ ไป แต่เมื่อนำความเชื่อแต่ละอย่างเข้ามาแยกแยะ โดยใช้เหตุผลเพื่อเป็นความรู้ อาจจะพบว่า..เป็นคนละเรื่องกัน…ไม่ปะติดปะต่อกัน..หรืออาจจะกลายเป็นคนละเรื่องเลย…หรืออาจจะขัดเเย้งกันกับความเชื่อก่อนหน้านี้……ก็ไม่แปลกใจ….เพราะนั่นเป็นความเชื่อ

เช่นถ้าเราเชื่อ
เรื่องเวทมนตร์ไสยศาสตร์ (๑)
เราเชื่อในตัวผู้นำแสดง (๒)
เราก็เชื่อเรื่องราว สารพัดเรื่อง ลี้ลับ จากผู้นำแสดงนั้น (๓)
เราก็เชื่อว่า ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ก็จะมีผลต่ออนาคตเรา เราเชื่อข้อมูลนั้น (๔)
จากนั้นเราก็ต้องปฏิบัติตามข้อมูล เราต้อง….เราต้อง….เราต้อง….เราต้อง……(๕ ๖ ๗……)
สิ่งเหล่านั้น ล้วนเป็นความเชื่อ ความงมงาย
เราโดนครอบงำด้วย “อวิชชา” (๑) และ..ครอบงำโดยตัวผู้แสดง (๒) ตั้งแต่แรกแล้วนั่นเอง

วงการใดก็ตาม ถ้ายึดเอาในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ไม่ถูกต้องเป็นหลัก มักจะใช้การคาดเดา เชื่อว่า น่าจะ…คิดว่า…ฯลฯ สิ่งเหล่านั้นคือ “อวิชชา” คือความไม่รู้ หรือ รู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างไม่ถูกต้อง..แล้วนำแสดงความไม่รู้ หรือ ความรู้ที่ไม่รู้อย่างพอเพียงนั้น เพื่อให้คน ให้เหล่าผู้คนคิดว่า
ตนเป็นผู้รู้จริง เป็นผู้ชำนาญการอย่างแท้จริง มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง….พระพุทธองค์ทรงเรียกเหล่าผู้คนเช่นนี้ว่า คนถ่อย จัดอยู่ในคนถ่อยยี่สิบพวกนั่นเอง (ค้นหาอ่านได้เพิ่มเติมในบทความเรื่องคนถ่อยครับ)

วงการพระเครื่องฯ ก็ไม่แตกต่างกัน
เมื่อเราเชื่อเรื่องพุทธคุณ (๑)
เราเชื่อในตัวผู้นำแสดง ที่อ้างตัวว่ารู้ (๒)
เราก็เชื่อเรื่องราว สารพัดเรื่อง นิทาน นิยาย จากผู้นำแสดงนั้น (๓)
เราก็เชื่อว่า พระเครื่องที่เราเห็นตรงหน้ามีความศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นอย่างนี้ องค์นี้มีผลด้านเมตตามหานิยม องค์นี้คงกระพันชาตรี องค์นี้แคล้วคลาด ปลอดภัย องค์นี้ทำมาค้าขึ้น เจ้านายรัก เจ้านายชื่นชมฯลฯ…แล้วแต่เขาจะผูกเรื่องราว เล่านิทาน ในการขายพระนั้นให้เราให้ได้ โดยอ้างพระแต่ละองค์จะส่งผลต่ออนาคตเรา เราเชื่อข้อมูลนั้น (๔)
จากนั้นก็เริ่มครอบงำ เอาความเชื่อของตน วิชชาการขายส่วนตัว สอนวิธีดูเนื้อ ดูเนื้อที่ถูกต้อง..กำหนดให้พระเป็น เช่น จะต้องเห็น…จะต้องมี….จะต้องเป็น…….(๕ ๖ ๗……)
เมื่ออยากรู้พระแท้หรือเท็จ….ตัวเองก็เป็นหน่วยตรวจสอบแท้เท็จยืนยัน…ให้ในภายหลัง..ออกใบรับรองรับประกันให้อีกที…หรือ พระองค์นั้นองค์นี้…มีใบรับรอง รับประกัน…อยู่แล้วโดยนำใบรับรองรับประกันเหล่านั้นมาขายควบ….ให้ด้วยเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในความแท้เท็จขององค์พระองค์นั้น…..

สิ่งเหล่านั้น ล้วนเป็นความเชื่อ ความงมงาย เราโดนครอบงำด้วย “อวิชชา” (๑) และ..ครอบงำโดยตัวผู้แสดง (๒) ตั้งแต่แรกแล้วนั่นเอง (ไม่เกี่ยวกับพระจะแท้หรือจะเท็จ…เพราะ..กลุ่มคนที่อุดมงมงายไปด้วยความเชื่อว่าน่าจะใช่…”พร่อง” เติมไปด้วยอวิชชา…แสวงหาเงินตราเข้ากระป๋าตัวเองไม่คำนึงถึง …..จะอ้างเรื่องราวมากมายคล้ายๆ กัน…หรือแม้จะปลอมแปลงเอกสารทางราชการ แอบอ้างผู้ใหญ่ ฯลฯ…ทั้งหมดล้วนไม่หวั่นไหวต่ออะไรทั้งสิ้น

เราจะเห็นว่า…การให้ความรู้…ก็จะเกิดจาก “เล่ห์เหลี่ยม” ของนักขายไร้จรรยาบรรณ ทั้งหลายนั่นเอง การให้ความรู้ การถ่ายทอดความรู้ การพัฒนาความรู้……มันเป็นการพัฒนาบนความรู้ที่ผิดตั้งแต่แรกเริ่มแล้วนั่นเอง มันผิดพลาดตั้งแต่ ผู้ถ่ายทอดความรุ้คนแรกแล้วนั่นเอง

จากนั้นก็มีการถ่ายทอด..พัฒนาเทคนิคกลโกงต่างๆ ในเนียนขึ้้น ให้จับผิดยากขึ้น มีคำอธิบายที่ซับซ้อนขึ้นเพื่อให้คนงงหลงทางในการค้นหาความจริงจนได้ เช่นในสมัยก่อนยึดแค่เนื้อกับพิมพ์เป็นหลัก ก็พัฒนาเป็นต้องดูรอยตัดตอก…ต้องดูความเก่า…ดูคราบ ดู…ดู…ดู….ปัจจุบันคือต้องดูว่า..เป็นพระของใคร….พระอยู่กับใคร?….ขำขำครับ

พระแท้อยู่กับผู้ใด ผู้ใดครอบครอง ก็เป็นพระแท้ครับ
พระปลอมอยู่กับใคร เซียนใหญ่รับรอง ผ่านการประกวดรับรองหลายงาน
ถ้าพระปลอมก็คือพระปลอมครับ ไม่เกี่ยวกับใคร? อะไร? ยังงัย
ไม่เกี่ยวกับการประกวดประชันขันแข่ง ต้องมีแรงเชียร์จากเพื่อนพ้องน้องพี่ที่หน้ากระดานเพจ
ไม่เกี่ยวกับผู้รู้ อธิบายวิชาการเก่ง…คนอธิบายเรื่องพระฯมีความรู้มาก…
ไม่เกี่ยวกับอะไรทั้งหมดทั้งสิ้น..จะเกี่ยวก็เกี่ยวกับหน้าพระเอง…จากมาตรฐานที่พระมีฯ..เท่านั้น

ความเชื่อที่จะเป็นอย่างนั้น…ต้องเป็นอย่างนั้น..ต้องทำอย่างนั้น….บางทีเราก็หลงทางเดินเข้าสู่วังวน…เดินเข้าสู่กับดักที่เหล่า “อวิชชา” ได้วางกรอบกำหนดเอาไว้ บนความไม่รู้ของเรานั่นเอง

การเรียนรู้ ค้นหาความจริง…เป็นสิ่งเดียว เป็นทางออกของเรื่องทั้งหมดที่ให้พระฯ…รับรองแท้ได้ด้วยตัวเอง…การเรียนรู้บนความจริงที่สิ่งนั้นเป็น…เป็นทางออกทางเดียวที่เราจะได้คำตอบว่า…”พระแท้ดูอย่างไร?” โดยปราศจากคำพูดใดๆ ปราศจากการบิดเบือนใดๆ จากคนรอบข้าง
ปราศจากคำโป้ปด จากใครก็ตาม แม้แต่เขาจะเป็นผู้สอน แม้แต่เขาจะเป็นครูสอนเราเองก็ตาม

ข้อเท็จจริง ข้อมูลแห่งความเป็นจริง..ทำให้เรารู้ เราเรียนรู้ได้ เราก็จะเชื่อตัวเองได้ในข้อมูลนั้นได้ ……สิ่งที่เป็นสัจธรรมความจริงคือ ค้นหา “แก่น”….ค้นหามาตรฐานที่แท้จริง…ให้ได้…คำตอบทั้งหมดจะเล่าจะอธิบายให้เราฟังได้ในท้ายสุด..จากการเรียนรู้ได้..ปราศจากความเชื่อใดๆ ครอบงำ….ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนโชคดี

ขอปัญญาจงสถิตย์กับเพื่อนๆ ครับ

กดแชร์บทความไปยัง Social Network ของท่าน
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
เรียนรู้วิธีการดูพระเครื่องร่วมกับเพื่อนสมาชิกได้ในกลุ่มพระเครื่องเรื่องง่ายๆ ในเฟสบุ๊ค https://web.facebook.com/groups/277552462284906

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *