มาตรฐานพระเครื่องบนความไม่รู้ (๑๗๕)


ในสมัยก่อนที่ผมได้เรียนรู้เรื่องพระเครื่อง…นั่นเป็นเพราะที่บ้านผมมีพระเครื่องพระบูชาเยอะ…
มีพี่เขยที่นิยมสะสมพระเครื่องด้วยคนนึง (เสียชีวิตไปแล้ว)…ตอนนั้นผมก็ไม่ได้สนใจอะไร?…พี่สาวก็ขนพระกล่องมาไว้ที่บ้านเพิ่ม…(มีหลายองค์ที่พี่เขยเอาจากแม่ไป)…ก็มีหนังสือพระเครื่องฯ ที่แกชอบศึกษามาประมาณเข่า (ตอนนั้นก่อน พ.ศ.๒๕๒๖ เพราะก่อนบ้านแม่จะโดนไฟไหม้ที่ตลาดสะพานใหม่) ผมก็ได้ศึกษาหนังสือเหล่านั้นเมื่อยามว่าง หยิบพระจากหิ้งคุณแม่มาเปรียบเทียบแล้วเก็บใส่กล่องใบชาสี่เหลี่ยมไว้…เลือกไว้ (พอไฟไหม้ก็หายไปด้วยทั้งกล่อง)

เริ่มศึกษาเรื่อยมา สนใจเรื่อยมา แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน….หนังสือพระเครื่องฯ เต็มบ้าน เคยคิดว่า อยากจะเรียนรู้กับคนที่เก่งที่ให้ความรู้ได้…ในการเรียนรู้ดูพระเครื่องฯ….แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีเวลา…มีแต่อ่าน และอ่านหนังสือมากมายเหล่านั้น…ก็ไม่ได้คำตอบ ได้ความรู้ที่จะแยกแยะฟันธงแท้เท็จได้สักที เพราะไม่มี “อาจารย์ท่านใด? จะแสดงความชัดเจนได้นั่นเอง”

ตอนนั้นก็เคยคิดครับ..ว่าทำไม?..นักเลงพระ (สมัยก่อนเรียกแบบนี้)….ไม่มีใครออกมาอธิบายให้กระจ่างได้สักคนนึง….ซึ่งเราก็ได้แต่คิดว่า…มันคงเป็นอาชีพของเขา ซึ่งเขาต้องเก็บไว้เป็นความรู้ส่วนตัว…เป็นความลับส่วนตัว..เราเลยต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของพวกเขานั้น

เราก็ได้แต่เรียนรู้ เดินตามความรู้เขาไปเรื่อยๆ…ค้นหามาตรฐาน..ค้นหาความจริง..เราก็ไม่เจอคำตอบในเรื่องที่จะหาข้อสรุปเรื่องเเท้เท็จจากพวกเขาได้…จนเกิดความท้อแท้…เบื่อหน่าย…จากการค้นหา “พระแท้” ที่ไม่มีทางได้พบเจอนั้น

พระเครื่องฯ (พระสมเด็จฯ) ที่เราได้เรียนรู้จากพวกเขา (สมัยนั้นจะมีเเค่สองชมรมฯ คือชมรมพระเครื่องพระบูชาฯ….กับชมรมช่างภาพฯ พระเครื่องพระบูชา…ประมาณนี้..)

พระของผมเอง…บางองค์ก็แทบจะฝาแฝด แต่ก็ได้รับการปฏิเสธว่า..ไม่ใช่…ไม่ผิดเนื้อก็ผิดพิมพ์…..ไม่ได้รับการยอมรับรับเข้าประกวดฯ (โดนตีเก๊ทุกองค์….) แล้วก็ไม่มีคำอธิบายอะไร?…แต่เราก็เสียเงินค่าส่งพระฯแล้ว..องค์ละสามร้อย-ห้าร้อย…

ผมเองไม่ได้รับคำอธิบายจากการส่งเข้าประกวดฯ แต่ละครั้งเลย จนเกิดความสงสัยว่า..พระแท้หรือเท็จ…ด้วยมาตรฐานยึดเนื้อมวลสารเป็นหลัก.กับ ยึดมาตรฐานพิมพ์ทรงเป็นหลักนั้น ..ยึดรอยตัดตอกเป็นหลัก..ยึดความเก่าเป็นหลัก…ยึดๆๆๆ ทั้งหลายเหล่านั้นมันถูกต้องไหม?

ผมจึงต้องย้อนกลับมาพิจารณาความรู้ที่เราได้เคยอ่าน ได้เคยรับรู้มาในเรื่องของมาตรฐานที่พวกเขาได้สอน ได้แนะนำ ได้ยึดเป็นหลักมาตรฐานนั้น มาตรวจสอบความถูกต้องของความรู้
ผมพยายามเรียนรู้เปรียบเทียบพระที่ตัดสินว่าแท้แล้วทั้งหมด…ในอดีตว่า…แต่ละองค์..แม้จะเป็นพิมพ์เดียวกัน มีความเหมือนกันทั้งเนื้อ ทั้งพิมพ์ ที่จะสามารถตั้งเป็นค่ามาตรฐานได้หรือไม่

สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ โดยเอามาตรฐานเดิมที่กำหนดไว้ในอดีต มาไตร่ตรองสมองคิด เพื่อค้นหาคำตอบให้ได้ว่า..อะไรคือจุดที่จะยึดเป็นมาตรฐานได้….เนื้อ หรือ พิมพ์ หรือ รอยตัดตอกกันแน่.?

พอเอามาตรฐานเดิม นำขึ้นมาพิจารณาแล้ว ผมพบว่า พระแต่ละองค์ไม่มีความเหมือนกันทั้งเนื้อทั้งพิมพ์….ที่จะสามารถยึดองค์หนึ่งองค์ใดเป็นมาตรฐานได้….ไม่ว่าจะดูทั้งเนื้อทั้งพิมพ์เป็นมาตรฐานก็ตาม…เพราะความไม่เหมือนกัน…ความแตกต่างกัน…จึงไม่สามารถจัดสิ่งที่ไม่มีความเหมือนกัน….แตกต่างกันนั้นให้เป็นมาตรฐานได้เลยนั่นเอง ผมก็จึงได้ข้อสรุปง่ายๆ ว่า..เนื้อหามวลสารกับพิมพ์ทรงองค์พระฯ ไม่ใช่มาตรฐาน…ไม่ได้มาตรฐาน…ไม่สามารถจัดให้เป็นมาตรฐานได้นั่นเอง

ดังนั้น…เรื่องราวที่ผ่านมา..ที่เราได้เคยเรียนรู้ก็ดี….มาตรฐานพระฯ ก็ดี….ความรู้เดิมๆ ก็ดี…รวมถึงการกำหนดมาตรฐานให้พระเป็นฯ ก็ดี…….ล้วนแล้วเกิดขึ้นบนความเชื่อของคน ของกลุ่มคน ของเหล่าผู้คนที่อ้างรู้ ตรูชำนาญการ……กำหนดให้พระเป็น…จะต้องเป็น จะต้องเห็น จะต้องมีฯลฯ……อยู่บนความเชื่อล้วนๆ อยู่บนความรู้สึกชอบไม่ชอบ ส่วนตัวล้วนๆ…บนความเชื่อที่…ไม่มีมาตรฐาน….บนความรู้สึก…ที่อ้างประสบการณ์…ส่วนตัวนั่นเอง

เมื่อวันนึง…ผมได้ค้นพบ…มาตรฐาน…ต้องมีหน่วยวัดค่ากำกับเท่านั้น ผมก็เลยได้คำตอบเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว…ที่เราเรียนรู้ไม่ได้…มันเกิดจากสาเหตุนี้นี่เอง..คือ

”การกำหนดมาตรฐานฯ….บนความไม่รู้จริงนั้น”

ผมโชคดีที่ไม่มีใครสอนผมเรื่องพระเครื่องฯ ไม่มีครู อาจารย์ ผมเลยไม่ถูกครอบงำ…นั่นเอง… วันนี้…เมื่อผมพบความจริงว่ามาตรฐานคืออะไร?…ผมก็เลยได้คำตอบว่า…

ทำไม? เซียนใหญ่ๆ ไม่สอน ไม่ให้ความรู้อะไร?…ไม่สามารถแสดงมาตรฐานอะไร? ที่พวกเขาอ้างว่าเป็นมาตรฐานได้……มาตรฐานที่เขาใช้ในการออกใบรับรองได้มาตรฐานได้

เพราะ “มาตรฐานใดๆ ก็ตามที่เขาได้กำหนดขึ้นมา…ล้วนไม่มีมาตรฐาน…ล้วนไม่ได้มาตรฐาน…นั่นเอง” ไม่มีมาตรฐานใดๆ รองรับ มาตรฐานเหล่านั้นได้ นอกจากความเชื่อ ความรุ้สึกส่วนตัว….ใช้ความเข้าใจส่วนตัวเท่านั้นในการตัดสินพิจารณา

ใบรับรองพระแท้ได้มาตรฐาน ที่แต่ละกลุ่ม แต่ละชม แต่ละองค์กร หน่วยองค์กร
ที่ออกรับรองว่าแท้…..กันเกร่อ…เกลื่อนเมือง…ในวันนี้…มันจึงไม่มีมาตรฐาน…ไม่ได้มาตรฐาน…ไม่มีหน่วยวัดค่ามาตรฐานใดๆ รองรับได้ นั่นเอง

จากนั้น…เป็นความเชื่อของพวกเราเองว่า พวกเขาตัดสินถูกต้องยุติธรรมได้มาตรฐานดีแล้ว
ถูกต้องดีแล้วเช่นกัน …..หากว่า….มันเป็นเรื่องน่าขำที่….ทุกวันนี้…แม้แต่กลุ่มคน…ที่ตั้งชมรมพระปลอมฯ…ก็อ้างว่าเป็นพระแท้ได้มาตรฐานได้เช่นกัน….กลายเป็นพระปลอมก็รับประกวดได้ให้รางวัลได้….ได้มาตรฐานของชมรม ได้ใบรับรองของชมรมได้เช่นกัน

กลุ่มใหญ่ หน่วยองค์กรใหญ่….ติเตียนกลุ่มเล็ก ชมรมน้อย…ว่าเล่นพระปลอมฯ…ในขณะที่
ตัวเองก็ไม่สามารถ “แสดงหน่วยวัดค่ามาตรฐานใดๆ ที่ถูกต้องเพื่อตรวจสอบคำกล่าวอ้างนั้นได้…ได้แต่ใช้ความเป็นหน่วยใหญ่ออกมาโวยวายได้แค่นั้น”

กลุ่มเล็ก ชมรมน้อย เมื่อถูกติเเตียนจากกลุ่มใหญ่….ก็อ้างว่า พระของกลุ่มตัวเองก็แท้เหมือนกัน แต่กลุ่มใหญ่เซียนใหญ่ไม่ยอมรับ…เล่นพรรคเล่นพวก…ก็ออกมาโวยวายใส่กันได้เช่นกัน พร้อมทั้งออกใบรับรองว่าแท้…ได้มาตรฐาน มาตรฐานสากลเช่นกัน…5555

กลุ่มใหญ่…อ้างว่ากลุ่มตัวเองได้มาตรฐาน..ก็ไม่สามารถตรวจสอบมาตรฐานความถูกต้องได้…
กลุ่มเล็ก…..อ้างว่ากลุ่มตัวเองได้มาตรฐาน..ก็ไม่สามารถตรวจสอบมาตรฐานความถูกต้องได้..

หากเรามองให้ชัดเจนเราจะเห็นว่า….ต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีเครื่องมือ ตรวจสอบมาตรฐานความถูกต้องได้….ต่างฝ่ายต่างก็อ้างความชอบธรรม อ้างมาตรฐานเหมือนกัน (ที่ไม่รู้ว่าจะใช้เครื่องมือ..ไม่รู้จะใช้มาตรฐาน หน่วยวัดค่า..อะไรตรวจสอบ)……ในขณะที่….ต่างฝ่ายต่างก็ตัดสินพระแท้ได้มาตรฐาน…ออกใบรับรองมาตรฐานพระเเท้ได้เหมือนกัน…(โดยไม่รู้ว่ามีหน่วยวัดค่ากันได้อย่างไร?)…..

ปัญหานี้หมักหมมมานานแล้ว…กำหนดมาตรฐานขึ้นจากสิ่งที่ไม่มีมาตรฐาน…ไม่มีหน่วยวัดค่ามาตรฐาน (ความเชื่อ ความรู้สึก) ที่ตัวเอง พวกอ้างรู้ตรูชำนาญการกำหนดขึ้นมากันเองนั่นเอง

จึงต้องอาศัยชื่อเสียงตน ชื่อเสียงกลุ่ม เป็นตัวชี้ทิศทาง ในความเชื่อที่ตัวเองและกลุ่มอาศัยอยู่
กลุ่มเล็กๆ จึงต้องอาศัยผู้มากบารมีต่างๆ หนุนหลัง เพื่อจะอ้างสิทธิ์ ตัดสินพระเครื่องของกลุ่มตน (อาจจะเป็นพระโรงงานของกลุ่มตน)…ให้เป็นพระแท้ได้มาตรฐาน (?) ให้คนยอมรับนับถือได้เช่นเดียวกันกับกลุ่มใหญ่นั้นเอง

แต่สุดท้าย..พระแท้ก็คือพระแท้..ปลอมก็คือปลอม..จากมาตรฐานพระฯ (กำลังจะเกิดขึ้น)…
พระจะแท้เท็จ..หาใช่แท้เท็จ….จากกลุ่ม จากชมรมเล็กใหญ่….เป็นผู้กำหนดให้..พระเป็นฯไม่?
พระแท้…อยู่ที่องค์พระเองฯ….หาได้อยู่ที่….กลุ่ม แก๊งค์ ก๊วน..พรรคพวกใด หรือ ใครก็ตามที่…สู่รู้ ดูเก่ง เบ่งกร่าง อ้างอวด สวดพระฯ กำหนดให้พระเป็นฯ

การกำหนดมาตรฐานให้พระเป็น “มาตรฐาน..บนความไม่รู้จริง…บนความไม่รู้จักอะไรคือมาตรฐาน..ไม่รู้จักว่า…มาตรฐานแปลว่าอะไร?”….ของเหล่าเซียนคงจะเบาบางลงไป ….หากเราได้เรียนรู้ว่า องค์พระเองฯ….สามารถยืนยันแท้เท็จจากมาตรฐานที่ตัวท่านเองมีได้…ไม่ใช่ให้คน เหล่าคน พร่องความรู้ไปกำหนดให้เป็น

ผมกล่าวไว้ตรงๆ พูดตรงๆ แบบนี้นี่แหละว่า…..ห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา ที่เราค้นหาความจริงกันไม่เจอ…ไม่มีใครออกมาให้วิชชาความรู้……ไม่ว่าจะเซียนใหญ่…เซียนกลาง..เซียนเล็ก..หรือ พวกสู่รู้..ดูเก่ง เบ่งกร่าง อ้างอวด สวดพระฯ…ก็ตาม..นั่นเป็นเพราะว่า..ต่างคนต่างใช้ความเชื่อ ว่า…ใช่-ไม่ใช่.ใช้ความรู้สึกเหมือนกัน ไม่รู้จักมาตรฐานที่ถูกต้องเหมือนกัน….ต่างคนต่างอ้างมาตรฐานพระฯ…จาก
…..”ความไม่รู้ (อวิชชา) เหมือนกัน”……นั่นเอง………

เหล่าเซียน…เหล่าผู้อ้างรู้ ตรูชำนาญการฯ…จึงเลี่ยงประเด็นถาม ข้ามประเด็นตอบ…ทุกคนจึงไม่แสดงความรู้…เพราะเหล่าผู้คนจะรู้ จะจับผิด “ความไม่รู้นั้นได้.หาได้หวงวิชชาความรู้ตัวเอง ไม่?…กลายเป็นยิ่งพูดยิ่งจับเท็จได้…ว่าตัวตนเขาเองก็ไม่มีความรู้อะไร?…ฟังตามๆ กันมา ผิดๆ ตามๆ กันมาเหมือนกัน.เพราะ…”มาตรฐานที่กำหนดไว้…มันไม่มีมาตรฐานนั่นเอง

ตรรกะง่ายๆ เเล้วคุณก็ยังให้เครดิต….โดยไม่ตรวจสอบความรู้พวกเขาเหล่านั้นอีกหรือ?….. สิ่งที่ผมพูดเป็นความจริงตามที่ผมกล่าวไว้หรือไม่? สมควรร่วมกันตรวจสอบความเชื่อเดิมกันครับ

ขอปัญญาจงสถิตย์กับเพื่อนๆ ครับ

กดแชร์บทความไปยัง Social Network ของท่าน
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
เรียนรู้วิธีการดูพระเครื่องร่วมกับเพื่อนสมาชิกได้ในกลุ่มพระเครื่องเรื่องง่ายๆ ในเฟสบุ๊ค https://web.facebook.com/groups/277552462284906

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *