ครูไม่รู้ ศิษย์ไม่รู้ ครูดี ศิษย์ดี (๒๐๓)


การเรียนรู้เรื่องพระเครื่องฯ ในสมัยก่อนก็อาศัย..ครูเป็นที่ตั้ง สอนให้เรียนรู้ ตามความเชื่อที่ตนเองรู้มาจะถูกจะผิดตัวเองก็ไม่รู้….เพียงแค่รู้ว่า…พระที่มีพิมพ์ทรงแบบนี้เรียกว่าอะไร?…..เนื้อหาแบบนี้มีโอกาสที่จะแท้หรือไม่เเท้….(แต่ไม่รู้ว่าแท้เพราะอะไร?)…..จากนั้นก็สอนให้เรียนรู้กันแบบนี้ ด้วยประสบการณ์…….ประเด็นที่สำคัญก็คือว่า

จริงอยู่ถึงแม้พระเครื่องฯ…องค์ครูที่นำมาสอนนั้น จะเป็นพระแท้ก็ตาม…แต่ครูผู้สอนก็ไม่รู้เหมือนกันว่า….แท้เพราะอะไร? ก็จะสอนได้จากประสบการณ์นั้น…..นั่นเอง

คือใช้ประสบการณ์ในการสอนจากสิ่งที่ตัวเองเคยเห็นเคยเข้าใจมาอย่างนั้น….รู้มาอย่างนั้น…(แต่ไม่รู้ว่ามาตรฐานพระฯ…คืออะไร?…ที่จะใช้ตัดสินฟันธงลงไปได้..)….

เมื่อไม่รู้ว่า “มาตรฐาน” คืออะไร?……จึงไม่มีความรู้ที่จะสอนให้เข้าใจได้นั่นเอง….แล้วก็ไปกำหนดให้ดูเนื้อ (แท้ต้องมีลักษณะนี้)….แล้วไปกำหนดให้พิมพ์ทรง (แท้ต้องมีลักษณะนี้)…….

คนรุ่นหลังได้รับการถ่ายทอดความรู้มาแบบนี้….ก็กำหนดให้เนื้อ (เป็นหลักในการพิจารณา)……กำหนดให้พิมพ์ (เป็นหลักในการพิจารณา)……จากประสบการณ์ที่ได้รับการถ่ายทอดมานั้น

การคลุกคลีตีวงในการเรียนรู้ก็อยู่ในวงแคบๆ……ความรู้ที่เกิดจากความเชื่อเหล่านั้นก็ถูกถ่ายทอดเรียนรู้กันมาแบบนั้น…..รวมถึง…พฤติกรรมต่างๆ ก็ถ่ายทอดรูปแบบกันมาแบบนั้นนั่นเอง….(รูปแบบของการแสดงความเป็นผู้รู้ ผู้ขาย ผู้ชำนาญการ รูปแบบการพูดจาเพื่อ “ขาย”…พระฯ ให้ได้ รูปแบบการเลี่ยงตอบคำถามเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบความรู้ที่ตนเองไม่รู้)

การสนทนาการสร้างเรื่องราวประกอบ นิทาน นิยาย เพื่อขายพระฯ ก็ถูกถ่ายทอดกันมาเป็นทอดๆ…… ถ่ายทอดความเชื่อที่อ้างรู้ตรูชำนาญการเหล่านั้นเป็นทอดๆ ….ประสบการณ์ในการตอบคำถามเพื่อเลี่ยงบาลี หรือออกทะเล หรือ เลี่ยงประเด็นถามข้ามประเด็นตอบ…เพื่อไม่ให้ตัวเองเป็นเป้าถูกซักถาม….. ออกทะเลไปเรื่อยเล่านิทานนิยายให้ฟังไปเรื่อย……..บนความไม่รู้ ไม่รู้จริงที่จะตอบความจริงน้ันได้อย่างไร? นั่นเอง

พฤติกรรมเหล่านี้ก็ถูกถ่ายทอดมาด้วยเช่นกัน ในกรณีตอบคำถามไม่ได้ก็อ้างว่า “เกิดไม่ทัน”
เกิดไม่ทัน..ทุกคนก็เกิดไม่ทัน……แต่…ถ้าอ้างว่าเกิดไม่ทันดันไม่รู้จริง

แล้วกลับตั้งตัวเป็นผู้ให้ความรู้…”ที่พร่องความรู้…ที่ตัวเองก็ไม่รู้จะตอบคำถามเหล่านั้นได้อย่างไร?”……………อวดอ้างรู้ ตรูชำนาญการ ตัดสินพระได้มาตรฐาน?….(งงไหม?)

สิ่งนี้อันตราย ความรู้ไม่พอ รู้ไม่จริง แต่คนเหล่านั้นก็ยังอวดอุตริ กล้าแสดงตนเป็นผู้รู้
แสดงความรู้ ให้ความรู้….บนความรู้ที่พร่องจากสิ่งที่ตัวเองเกิดไม่ทัน ศึกษาไม่ทันนั้น 5555

ในเรื่องการประกวดพระฯ ก็เช่นกัน ออกใบรับรองแท้ให้พระได้มาตรฐาน ได้มาตรฐานสากล โดยที่ไม่รู้ใช้มาตรฐานอะไร? ในการใช้รับรองตัดสิน หน่วยวัดค่ามาตรฐานใดที่รองรับค่า….มาตรฐานพระเครื่องฯ ที่บรรดาเหล่ากรรมการทั้งหลายอ้างว่าได้มาตรฐาน

ทีนี้….เมื่อเกิดกรณี..ข้อโต้แย้ง…ในพระแท้ของแต่ละคน….แต่ละกลุ่ม…แต่ละหน่วยองค์กร…. ตีพระเก๊กัน…ต่างฝ่ายต่างตีพระของอีกฝ่ายเก๊…ไม่ถึง…..ปัญหานี้เกิดบ่อยๆ ในวงการ (ซึ่งอาจจะเป็นพระปลอมทั้งคู่ก็ได้…เราไม่รู้…คนทะเลาะกันไม่รู้…รวมถึงกรรมการที่ตัดสินก็ไม่รู้….พระแท้ดูยังงัย?….55555) มันก็เลยหาข้อยุติกันจากกรณีเหล่านี้ไม่ได้…….ทำให้เกิดปัญหาการด่าทอ…ทะเลาะเบาะแว้ง…แจ้งความใส่กัน…ทำร้ายกัน….ได้ในที่สุด

แต่ละฝ่ายก็แสดงพฤติกรรมกร้าวร้าวใส่กัน…..ออกลูกนักเลงใส่กัน รวมตัวพรรคพวกเพื่อนพ้อง ปกป้องผลประโยชน์….”เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนของกลุ่ม ของเพื่อนพ้องน้องพี่ กลุ่มแก๊งค์ก๊วน นั้น”……..5555 กลายเป็น นักเลงพระฯ โดยสมบูรณ์

ความไม่รู้….ผลประโยชน์…พฤติกรรมทั้งหลายเหล่านี้…..ก็ถูกเรียนรู้ ถ่ายทอด จากครู จากลูกศิษย์ที่นับถือครู…..ยึดตัวครูผู้สอนตนเป็นหลัก…….เอาเยี่ยงครู…..เอาแบบอย่างครู….ยึดครูเป็นต้นแบบ…..ทั้งคำพูด (เพื่อจะขายพระฯ) ทั้งนิสัยใจคอ (พฤติกรรมทรามถ่อย) ก็ย่อมติดตัวจากการเรียนรู้ บนความเชื่อครู เหล่าครูอาจารย์ที่พร่องวิชชา เหล่านั้นมาด้วยเช่นกัน
สิ่งที่ผ่านมาการเรียนรู้ การสะสมพระเครื่องฯ…

….มันเหมือนอยู่ในดงนักเลง…มากกว่า ดงเหล่าคนผู้ศรัทธา ที่ยึดเอาพระพุทธศาสนาเป็นที่ตั้ง แต่ละคนที่ตั้งตนเป็นผู้สอน…ต่างก็สอนในเรื่องงมงาย อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์..ซึ่งผิดหลักศาสนา สอนให้เชื่อ ผิดวัตถุประสงค์ในการสร้างองค์พระเครื่องฯ…..อีกทั้งสอนให้ยึดติดในตัวบุคคล เคารพกลุ่ม แก๊งค์ ก๊วน ตน เคารพในหัวหน้า เคารพในผู้นำ….ไม่ต่างอะไร?…กับ..ก๊กโจร ที่อ้างคุณธรรมบังหน้าเข้าไปทุกที….ในสายตาคนอื่นที่อยู่วงนอก นั่นเอง
นับวัน…”พุทธพาณิชย์”…ได้สร้างปัญหานานัปการ

แม้แต่ การประกวดพระฯ ในทุกวันนี้…ที่แบ่งเป็นก๊กก๊วน ชมรม ค่าย องค์กรได้อย่างอิสระ บนธุรกิจ บนผลประโยชน์ของกลุ่ม ก๊ก ก๊วน องค์กรเหล่านั้น……

อ้าง มาตรฐานที่ตัวเองต่างก็ไม่รู้จักว่าคืออะไร?….อวดอุตริเป็นผู้รู้ ครูอาจารย์บนความพร่องความรู้ บนความไม่รู้จริงนั้น…..
สร้างภาพเป็นกรรมการใหญ่….ที่ไม่มีคำตอบดีดีอะไรได้?..ออกทะเลกันไปหมด?..จ้องตัดสินอย่างเดียว บนความพร่องความรู้นั้น

ครูที่ดี…ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี…และ ควรให้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ที่ดีอันมีค่า ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความเมตตาต่อศิษย์..รวมถึงคุณธรรมในชีวิตที่พึงปฏิบัติต่อคนอื่น ให้ศิษย์ได้เข้าใจ ให้รู้จักคิด วิเคราะห์ แยกแยะ สิ่งต่างๆ บนเหตุผลที่ถูกต้องนั้น ให้พวกเขาเห็นความจริงที่สิ่งนั้นเป็น สามารถเรียนรู้เห็นจริง เพื่อนำไปใช้ปฏิบัติให้เกิดความเจริญงอกงามกับตนและคนอื่นในภายภาคหน้าได้อย่างถูกต้อง บนความบริสุทธิ์ยุติธรรมนั้นได้

ความรู้ดี บนความเป็นคนดี…..
คุณสมบัติเช่นนี้ ..ล้วนเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ วงการนี้…พัฒนาได้อย่างยั่งยืน ในอนาคต

ขอปัญญาจงสถิตย์กับเพื่อนๆ ครับ

กดแชร์บทความไปยัง Social Network ของท่าน
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
เรียนรู้วิธีการดูพระเครื่องร่วมกับเพื่อนสมาชิกได้ในกลุ่มพระเครื่องเรื่องง่ายๆ ในเฟสบุ๊ค https://web.facebook.com/groups/277552462284906

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *