อุปโลกน์ตัวตนบนความไม่รู้ (๒๐๕)


วันนี้….มีผู้รู้….ผู้ให้ความรู้….ผู้ตั้งตนเป็นผู้รู้….ผู้อ้างตัวเองรู้ตรูชำนาญการ….มากมายในวงการพระเครื่อง มีการสอนให้ความรู้กันอย่างกว้างขวาง ในแต่ละสายความชำนาญนั้น

คนเหล่านั้น…ครู อาจารย์ ผู้ชำนาญการ…ทั้งหลายเหล่านั้น ออกมาแสดงความรู้ แสดงความเป็นผู้รู้ ตรูชำนาญการในเรื่องพระเครื่องทั้งหลายเหล่านั้น……เขาใช้ “วิชชา” ความรู้จริง
หรือ เขาใช้ “อวิชชา” ความเชื่อของเขาในการสอน เราจะรู้ได้อย่างไร?…ตรวจสอบได้อย่างไร?…เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ….แต่ทุกวันนี้….พวกเขาเหล่านั้น
สอน และให้ความรู้กับเรา…เพื่ออะไร?…..
คำถามนี้คงแยกได้เป็นสองกรณีใหญ่ๆ คือ…..ชื่อเสียง….กับ..เงินทอง

ชื่อเสียง….ในฐานะตั้งตนเป็นคนให้ความรู้ เป็นครูเขา…(บนความไม่รู้) …….
การได้มาซึ่งชื่อเสียงบนความไม่รู้ ไม่รู้จริง หรือการสร้างเรื่องเท็จ ย่อมส่งผลให้ สังคมเรียนรู้บนความสับสน ได้ข้อมูลอันเป็นเท็จ…จากความเชื่อส่วนตัวนั้น (กรณีเรื่องพระสมเด็จสามยุค)

หามีการตรวจสอบความรู้ได้ ตรวจสอบความจริงได้…ตัวเองจะกลายเป็น “ผู้เสียชื่อเสียง”…ในการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง…สร้างตัวละคร…สร้างความเชื่อที่ไม่ถูกต้องต่อสาธารณะชน นั้น

เงินทอง….ที่ได้มาบนความหลอกลวงขายพระปลอม ย้อมแมวน้ัน..ย่อมไม่จีรัง
เพราะว่า..เหล่าผู้คนที่ตนจำหน่ายพระไปได้เงินมาบนความเชื่อ บนความหลอกลวงนั้น

เมื่อพวกเขาได้พบความจริงว่า พระที่ได้รับมากับท่านเป็นพระปลอม หรือ ไม่แน่ใจว่าจะเป็นพระแท้ ก็จะมีการคืนพระฯ ผู้ขายก็ต้องคืนเงิน รับคืนพระที่ตนได้จำหน่ายไปบนความรับประกันนั้น สุดท้ายก็อาจจะตกเป็นผู้ต้องหาจากการกระทำที่หลอกลวงนั้น

ดังนั้น ผมถึงบอกว่าการเรียนรู้จากหลักฐาน (แม่พิมพ์)…..หลักฐานจะเล่าเรื่องราว ผูกร้อยเรื่องราวให้เราเข้าใจได้ บนเหตุบนผลที่เกิดจากเหตุ (แม่พิมพ์) นั้น เล่าเรื่องราวกระบวนการ การเกิดเหตุส่งผลในระบบให้เรียนรู้ได้ เกิดไม่ทันแต่เรียนรู้ (ความจริง) ทันได้ นั่นเอง บนความจริงที่สิ่งนั้นเป็น ตามเหตุผลที่หลักฐานเล่าให้ฟัง สอนให้เรียนรู้ได้นั่นเองการอ้างว่า…เกิดไม่ทัน… ของเหล่าผู้รู้ ตรูชำนาญการ ที่ตอบคำถามไม่ได้…ไม่สามารถอธิบายส่วนที่ตัวเองไม่รู้ได้….ไม่สามารถอธิบายเรื่องราวต่างๆ ได้……สิ่งนี้ไม่ผิดที่จะตอบไปอย่างนั้น ว่า “เกิดไม่ทัน”…

เพราะไม่มีใครเกิดทันแน่นอน ดังนั้น…การให้ความรู้บนความเชื่อ บนความรู้สึกส่วนตัว ที่ คิดว่า น่าจะ เป็นไปตามความเชื่อของตัวเองนั้น รวมทั้งการใช้ความรู้สึก บนความเชื่อของตน

ไม่ว่าจะเป็น การสอนให้ความรู้…บันทึก…เขียนด้วยความเชื่อ…พูดตามความเชื่อที่คิดว่าถูกต้อง…หรือแม้กระทั่งการตัดสินให้พระจะแท้หรือเท็จ….ด้วยความรู้สึกเหล่านั้นก็ดี… สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ ไม่สมควรอย่างยิ่ง….บนความพร่องความรู้…บนความไม่รู้(จริง)…บนความเชื่อ…บนความรู้สึกของตน……ความเชื่อเช่นนี้ล้วนอันตรายต่อ “ความรู้” ของคนอื่นทั้งสิ้น

เหล่าผู้คนที่ตั้งตนเป็นผู้รู้ เป็นครู อาจารย์เหล่านี้…..เหล่าผู้อ้างรู้ ตรูชำนาญการทั้งหลายนี้… ที่..มักอ้างว่าเกิดไม่ทันเวลาตอบคำถามไม่ได้….นั่นก็หมายความว่า….คน เหล่าผู้คน ตั้งตนเป็นผู้รู้ ผู้ชำนาญการเหล่านี้ เป็นผู้ที่ยัง พร่องความรู้ อุปโลกป์..ตนบนความไม่รู้…เหล่านี้

ล้วนอันตรายกับความรู้….ปิดกั้นความรู้คนอื่น รวมถึงนำพาผู้คนหลงทาง…บน ความเชื่อของเขา ของพวกเขาทั้งหมดทั้งสิ้น….(เป็นการแสดงอวิชชาล้วนๆ สอนให้เชื่อ บนความเชื่อของตนที่ตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้องเหมือนกัน…..นั่นเอง)

เพื่อนๆ ก็จงคิดพิจารณาแยกแยะ ความรู้ ผลประโยชน์ของคน เหล่าผู้คนเหล่านี้ให้ดี ด้วยปัญญาของเราเองนั้น แยกความรู้ ตรวจสอบความรู้ของพวกเขาให้ได้ครับ

ขอปัญญาจงสถิตย์กับเพื่อนๆ ครับ

กดแชร์บทความไปยัง Social Network ของท่าน
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
เรียนรู้วิธีการดูพระเครื่องร่วมกับเพื่อนสมาชิกได้ในกลุ่มพระเครื่องเรื่องง่ายๆ ในเฟสบุ๊ค https://web.facebook.com/groups/277552462284906

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *