มาตรฐานที่เซียนกำหนด (๒๒๖)

มาตรฐานพระเครื่องฯ ที่เราเคยศึกษากันมาในอดีตนั้น…มีมาตรฐานที่เราจะยึดเป็นหลักเพื่อเทียบกำหนดได้หรือไม่?…..สิ่งต่างๆ เหล่านั้นมีคุณสมบัติพอที่จะยึดเป็นหลักได้จริงๆ หรือไม่?
สิ่งที่ถูก…”ผู้อ้างรู้ตรูชำนาญการ”…กำหนดให้เป็นมาตรฐานนั้น…ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
ยึดพิมพ์ทรงองค์พระฯ เป็นหลัก
แยกย่อยเป็นเรื่องของ พิมพ์ต่างๆ ในขณะที่พิมพ์ทรงต่างๆ เหล่านั้นก็แยกย่อยเป็นพิมพ์ย่อยๆ…ละเอียดอีก…เช่นเกศจรดซุ้ม เกศทะลุซุ้ม เกศเอียง…เกศคด………หน้าเป็นผลมะตูม
หน้าเป็นเม็ดพริกไทย……ยึดซุ้มใหญ่เเบบหวายผ่า…ยึดมีหู…ไม่มีหู…มีหูข้างเดียว (สังฆาฏิ)
ฯลฯ…….สุดท้าย….เรียนรู้ไปบนความมึนงงว่า…..ความแตกต่างเหล่านั้นมันอาจจะเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต….ที่ไม่มีมาตรฐาน…จะไปยึดให้เป็นเหมือนกันแบบโรงงานไม่ได้หรอกท่าน
กลายเป็นหลงทางมึนงงหลงทางในเรื่องพิมพ์ทรงกับ “พวกกู พวกอ้างรุ้ตรูชำนาญการ” นั่นเอง

ยึดมวลสารเป็นหลัก
แยกย่อยเป็น….ยึดเม็ดดำ ยึดเม็ดแดง ยึดผงตะไบเงินตะไบทองทอง ยึดความหนึกนุ่ม หนึกแกร่ง ฯลฯ…..อีกมากมาย โดยไปกำหนดให้พระต้องเป็น…ต้องเห็น…ต้องมี…ทั้งๆ ที่ความจริงแล้ว…แม้แต่การที่เนื้อพระจะหนึกนุ่มหรือหนึกแกร่ง…นั่นเป็นเพราะ….ส่วนผสมที่ควบคุมไม่ได้…ไม่ใช่เนื้อแบบมาม่า….หรือไวไว….ผลิตกันเป็นโรงงาน…ทำให้เกิดเนื้อหลากหลายไม่เหมือนกันนั่นเอง…จนเกิดกรณีของหนึกนุ่ม หนึกแกร่ง…..นุ่มไม่พอ….แกร่งไม่พอฯลฯ….สิ่งเหล่านี้คือความไม่เหมือนกัน….จึงไม่สามารถกำหนดให้เนื้อมวลสารพระฯ ต้องมี ต้องเห็น ต้องเป็น….กำหนดให้เป็นมาตรฐานบนความไม่เหมือนกัน…ของแต่ละองค์ได้ ความแตกต่างเหล่านี้กำหนดให้เป็นมาตรฐานไม่ได้…นั่นเอง…..จะให้เชื่อ “พวกกูและพวกพ้อง”…ก็จะหลงทางที่จะค้นหามาตรฐานให้พระฯ ได้แบบทุกวันนี้แหละครับ

ยึดกาลเวลา ธรรมชาติความเก่าฯ เป็นหลัก
ธรรมชาติและกาลเวลา จะแสดงความแตกต่างกันได้ในพระแต่ละองค์…แม้พระเหล่านั้นจะพิมพ์ออกมาไล่ๆ กัน สาเหตุส่วนใหญ่ก็จะประกอบด้วย…..เช่นการเก็บรักษา และ มวลสารที่เป็นส่วนผสมหลัก….รวมถึง “กระบวนการผลิต” ที่ควบคุมไม่ได้….ทำให้พระฯ แสดงอาการ
ความเก่า แสดงธรรมชาติตามกาลเวลาไม่เหมือนกันได้นั่นเอง..(ยกตัวอย่างความแห้ง…เนื้อที่แก่ปูนจะแห้งไม่เท่ากันกับเนื้อที่แก่มวลสารอื่นที่ย่อยสลายง่ายนั่นเอง)…..ดังนั้น เมื่อพระฯ
แต่ละองค์มีความแตกต่างกันของมวลสาร ย่อมแสดงความเก่าไม่เหมือนกันจาก…”เหตุและผล” ดังกล่าว…การยุบย่นแยกแตกรานไม่เหมือนกัน….การที่จะเอาความรู้สึกของตน…อ้างว่าตน…เคยเห็นของเก่า…เคยเห็นธรรมชาติความเก่า….เรียนรู้จากความเก่า…อยู่ในวงการค้าขายของเก่ามากำหนดความถูกต้องของความเก่าที่ถูกต้อง…..ที่ไม่ผิดพลาดได้อย่างแม่นยำ…มันคงเป็นเรื่องตลก…ที่จะให้คนทั่วไปเชื่อว่า “ตัวกูและพวกพ้อง” ถูกต้อง รู้จักธรรมชาติ ชำนาญความเก่าที่เป็นมาตรฐานได้…”ตัวกูและพวกพ้อง” เท่านั้นที่รับรู้ รู้สึกถึงความเก่านั้นได้
มันก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนั่นเอง เพราะมีตัวแปร มีปัจจัยที่เป็น เหตุให้เกิดผล ของความแตกต่าง ดังที่ผมได้อรรถาธิบายแล้ว คนเหล่านี้จึงอ้างความเชื่อ และจงเชื่อ “ตัวกูและพวกพ้อง” ว่ามีความรู้สึกถูกต้อง…มีความชำนาญการถูกต้อง….ตัดสินถูกต้อง……(ผู้ศึกษาควรระลึกข้อนึงครับ…ความรู้สึก..ประสบการณ์ของเรา ของแต่ละคน ของเหล่าผู้คน รวมทั้ง “ตัวกูและพวกพ้อง”…ก็ไม่มีหน่วยวัดค่ามาตรฐานเรื่องประสบการณ์นะครับ)……มันเป็นเพียงแค่ข้ออ้างว่า..”ตัวกูและพวกพ้องเท่านั้นที่ถูกต้อง”

ยึดคราบไคล คราบกรุ เป็นหลัก
พระที่ผลิตพร้อมกัน แม้จะบรรจุอยู่ในกรุเดียวกัน…เราต้องมองภาพของความจริงว่า….ชั้นของพระที่วางทับกันนั้นแตกต่างกัน….การถูกน้ำท่วม…ท่วมทั้งปี…ท่วมบ้างไม่ท่วมบ้าง…ไม่ท่วมเลยบ้าง….สิ่งเหล่านี้….ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่สามารถไปกำหนดได้….ทำให้เกิดความแตกต่างกันของคราบไคล คราบกรุที่ไม่เหมือนกัน…ในแต่ละชั้น แต่ละที่….ดังนั้น…การที่จะมีใครอ้างว่า….”คราบกรุแบบนี้ไม่ใช่…”…แสดงว่า “ตัวกูและพวกพ้อง” เอง ได้ใช้…”ความรู้สึก” มิได้ใช้…ความจริงที่สิ่งนั้นเป็นในการพินิจพิจารณาตัดสิน แล้ว….เขาใช้ ความเชื่อ ใช้ประสบการณ์…ใช้ความรู้สึกในการพิจารณา แล้วก็ให้พวกเราต้องเชื่อ และเคารพคำตัดสินของ “ตัวกูและพวกพ้อง” เป็นคำตอบที่ถูกต้องดีที่สุดแล้ว (โดยห้ามโต้แย้ง)

ยึดรอยตัดตอกด้านข้างองค์พระเป็นหลัก
พวกอ้างรู้ตรูชำนาญการทั้งหลายมักจะสอนให้ดูรอยตัดตอกด้านข้าง…ขององค์พระฯ..จะต้องเห็นรอยตัดตอก….”ต้องทิ้งรอยแผ่วเบาอย่างแมวข่วน”….ซึ่ง…”รอยแผ่วเบาอย่างแมวข่วน”..มันก็ ไม่มีมาตรฐานการข่วน…จึงต้องใช้ความเชื่อของ”ตัวกูและพวกพ้อง” เท่านั้นที่จะรู้ได้ว่า…”รอยตัดตอกที่แผ่วเบาอย่างแมวข่วนจะ “ข่วนได้” แผ่วเบาพอดีได้ยังงัย”……พาผู้คนหลงทางจากความเชื่อที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่า….”รอยแผ่วเบาอย่างแมวข่วนที่จะได้มาตรฐานนั้น”…จะวัดค่าอย่างไร?….จึงต้องเชื่อ “ตัวกูและพวกพ้อง” อีกตามเคยที่จะตัดสิน มองรู้ ดูออก (เอาเข้าไป)
ที่สำคัญ…คน เหล่าผู้คน เหล่าผู้อ้างรู้ตรูชำนาญการเหล่านี้….”ไม่เคยเห็นแม่พิมพ์”…..ขนาดแม่พิมพ์ ยังตั้งข้อสัณนิษฐานเลยว่า….”น่าจะทำจากวัสดุใด”……ไม้แกะ…หินลับมีดโกน..ฯลฯ…..เมื่อไม่รุ้จัก “แม่พิมพ์”…ทำให้เขาไม่เข้าใจ…ไม่รู้จัก….กระบวนการผลิต….แล้วจะไปรู้ได้อย่างไร?…ว่า พระเอาออกจาก “แม่พิมพ์” ที่เขาไม่เคยเห็น…ได้อย่างไร?..พร่องความรู้จริงไปมากมาย อธิบายส่วนสำคัญไม่ได้ ได้แต่เล่านิทานสร้างนิยาย ขายพระฯ สุดท้ายให้คนฟังให้คนซื้อ….จงเชื่อ “ตัวกูและพวกพ้อง” เถอะ….ไม่หลงทาง 5555 (ทั้งที่มันหลงทางไปไกลแล้วท่าน โดนพวกคนเหล่านี้พาหลงทางมาไกลแล้วครับ)

ยึด..ยึด..ยึด….ฯลฯ มาตรฐานยั๊วเยี๊ยะ….กำหนดให้พระฯ จะต้องเป็น…จะต้องเห็น…จะต้องมี…ตามความเชื่อ “ตัวกูและพวกพ้อง” ทั้งหลายเหล่านั้น จึงหาทางออกกันไม่เจอ
สุดท้าย…สิ่งที่เหล่าผู้อ้างรู้ตรูชำนาญการเหล่านั้น……ยึดหลักมาตรฐานในการพิจารณาพระแท้โดยยึดๆๆๆๆๆ สิ่งต่างๆ เหล่านั้น….มันใช่มาตรฐาน….มันมีมาตรฐาน จริงเหรอครับ?…
สิ่งต่างๆ เหล่านั้นมันแค่ พื้นฐานการเรียนรู้….ไม่มีมาตรฐาน…ไม่มีหน่วยวัดค่าใดๆที่จะยึดได้เลย…..สิ่งที่กำหนดให้เป็นมาตรฐาน….สุดท้ายก็อยู่ที่… “ตัวกูและพวกพ้อง”.
คน…ผู้อ้างตนเป็นเซียน….เป็นกลุ่มก้อน ก๊วน แก๊งค์….ตะแบงยังงัยก็ได้…รวมตัวกันหนาแน่นเข้าไว้..ใช้ความรู้สึก..ใช้เล่ห์เหลี่ยม..โดยอ้างประสบการณ์…เล่านิทานนิยาย..เพื่อขายพระฯ
บน “ความไม่รู้”….บนความ “พร่องความรู้” บนความเชื่อของ “ตัวกูและพวกพ้อง”
เต็มไปด้วยข้อสัณนิษฐาน ประมาณการ รวมนิทานนิยาย โดยไม่รู้ว่าอะไรคือ…สิ่งที่ถูกต้อง…ไม่รู้ว่าอะไรคือมาตรฐาน….ที่ควรยึดถือเป็นหลักเพื่อเทียบกำหนด….ได้
ไม่รู้ว่าอะไรคือความรู้…เพื่อยึดไปเป็นแนวทางเพื่อการพัฒนาความรู้ได้…….นั่นเอง….
( “ตัวกูและพวกพ้อง” ผู้คนเหล่านั้น คนพวกนั้น “เซียน”….จึงยึดตัวเอง…ยึดความรู้สึก..นึกชอบไม่ชอบ..คิดว่าน่าจะใช่ไม่ใช่? ของตัวเองเป็นหลัก….โดยอ้างว่า….”เป็นมาตรฐานที่ถูกต้องชอบธรรม”……โดยปราศจากการตรวจสอบย้อนทางความถูกต้องชอบธรรมนั้นได้”…(ก็แน่นอนเพราะเป็นความเชื่อ “ตัวกูและพวกพ้อง” ความเชื่อจึงตรวจสอบกัน…ไม่ได้ ทะเลาะกันบนความรู้สึกที่แตกต่างกัน บนความชอบที่แตกต่างกัน บนผลประโยชน์ที่ขัดแย้งกัน บนประสบการณ์ที่ไม่เหมือนกัน……เถียงกัน บนความแตกต่างกัน…บนความที่ “ไม่รู้จริง” เหมือนกัน คือไม่รู้ว่า…มาตรฐานคืออะไร?….เพื่อจะหาข้อสรุปกันยังงัยนั่นเอง)
สรุปว่า….
มาตรฐานความถูกต้องอยู่ที่ ..”ตัวกูและพวกพ้อง”
ความถูกต้องชอบธรรมอยู่ที่…”ตัวกูและพวกพ้อง”
การตรวจสอบย้อนทางได้ก็อยู่ที่…”ตัวกูและพวกพ้อง”
การออกใบรับรองได้มาตรฐาน? สากลยอมรับก็อยู่ที่…”ตัวกูและพวกพ้อง”
การจะค้าขายพระฯ ได้ก็ต้องใช้มาตรฐานของ…”ตัวกูและพวกพ้อง” เท่านั้น
ดังนั้น…สังคมควรต้องเคารพ…..”ตัวกูและพวกพ้อง” เท่านั้น…ถึงจะเป็น สากล
ถึงจะได้มีมาตรฐานสากลนิยมตามที่…..”ตัวกูและพวกพ้อง”…กำหนดให้เป็น ให้เล่นเท่านั้น
อย่าแท้คนเดียว…อย่าเล่นแท้คนเดียว..ต้องให้ “ตัวกูและพวกพ้อง” พิจารณากำหนดให้ก่อน
ต้องส่งประกวดฯ ให้ “ตัวกูและพวกพ้อง” ยอมรับให้ได้ก่อน…เข้าใจไหม?….
…..เออ….อืม..ม์……คือจงเชื่อ “ตัวกูและพวกพ้อง” จงเชื่อและเคารพในคำตัดสินของ
“ตัวกูและพวกพ้อง” นั้นก่อน…… 55555
ตกลง….มาตรฐาน…..พระแท้…ดูอย่างไรครับอาจารย์?
ตกลง….มาตรฐาน………………คืออะไรครับอาจารย์?
ตกลง….มาตรฐานสากล……….วัดค่ายังงัยครับอาจารย์?
ตกลง….มาตรฐานสากลนิยม…มีหน่วยวัดค่า..ชื่อหน่วยวัดค่าอะไรครับอาจารย์?
มาตรฐานพระเครื่องฯ…คือ…..”ตัวกูและพวกพ้อง”…งัย? 5555
พวก ..“มรึง”.. คิดกันไม่ออกหรือไง?……”ตัวกูและพวกพ้อง”….กำหนดยังงัยให้พระเป็นก็ได้
พวก “มรึง” พอใจไหม? จะเล่าแบบ “กรู กลุ่มกรู พวกกรูไหม?”
….หากไม่พอใจ “กรู กลุ่มกรู พวกพ้องกรู”….ก็ไสหัวไปเล่นที่อื่น?
ไปเล่นไกลๆ กลุ่มกู ไม่ต้องมาเล่นกับ “กลุ่มกู..ตัวกูและพวกพ้องกู”
ไม่ต้องมาค้าขาย ส่งพระประกวดฯ กับ “ตัวกูและพวกพ้องกู”
ไม่ชอบ…มาตรฐาน ที่ “ตัวกูและพวกพ้อง”
ไม่พอใจ…มาตรฐานสากล ที่”ตัวกูและพวกพ้อง”
ก็ไม่ต้องส่งพระเข้าประกวดกับ “กลุ่มกู พวกพ้องของกู” เข้าใจไหม?
“กลุ่มกู พวกพ้องของกู” ไม่มีใครเห็นด้วยกับ “มรึง”…ด้วยเลยสักคน
ดังนั้น..มรึงไปเล่นคนเดียว…..ไปตั้งกลุ่มใหม่เล่น “ตามใจมรึงกับพวกมรึงกันเอง”

ตั้งมาตรฐาน มาตรฐานสากลนิยม “แบบมรึงและพวกมรึงชอบกันเอง” โอเคไหม?
ดังนั้น….มรึงควรไปเล่นไกลๆ คนเดียว หรือไปเล่นกับกลุ่มพวกมรึงไป๊….ไปให้ไกลๆ…..
“ตัวกูและพวกพ้อง” กูอย่างไวๆ เลย

ทุกวันนี้มีการตั้งกลุ่มขึ้นมามากมาย…(เล่นพระปลอมล้วนๆ เกือบจะทั้งนั้น)
…แต่ละกลุ่มต่างก็ “ตั้งมาตรฐานกันเอง” อยากจะให้พระ…..ต้องเป็น ต้องเห็น ต้องมี
ยังงัยก็ได้…จะตัดสินให้แท้ “ตามใจ ความเชื่อ ตามความรู้สึกที่ “กรูและพวกพ้องต้องการให้เป็น”…”ยังงัยก็ได้….(พวกกลุ่มพระปลอมก็ตีพระปลอมให้แท้หมด…เพื่อต้องการค่าใบส่งประกวดพระฯ กับย้อมพระปลอมแบบเดียวกันนั้นของตนเพื่อ…”ย้อมแมว”….นั่นเอง

หากเราฉุกคิด พิจารณาดีดี…เรื่องแบบนี้…มันไม่เกินปัญญาที่เราจะสามารถรู้ มองดูพฤติกรรมเหล่านี้ คงไม่ยากที่เราจะเห็น….ได้ …ไม่ยากเกินปัญญาที่จะแยกแยะได้….ดังนั้น
ขอปัญญาจงสถิตย์กับเพื่อนๆ ครับ

กดแชร์บทความไปยัง Social Network ของท่าน
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
เรียนรู้วิธีการดูพระเครื่องร่วมกับเพื่อนสมาชิกได้ในกลุ่มพระเครื่องเรื่องง่ายๆ ในเฟสบุ๊ค https://web.facebook.com/groups/277552462284906

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *