เรียนรู้พระเครื่อง ต้องรู้จัก รู้จำ หรือ ต้องรู้จริง (๒๓๕)


ความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๕๔

รู้จัก
(๑) ก. เคยพบเคยเห็นและจำได้เช่นคนกรุงเทพฯ รู้จักวัดพระแก้วดี
แม้เด็กๆ ก็ยังรู้จักหนูและแมว
(๒) ก. คุ้นเคยกัน เช่น นายดำกับนายแดงรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ, รู้จักมักคุ้น ก็ว่า
(๓) ก. รู้ เช่น รู้จักคิด รู้จักทำ.
แม่คำของ “รู้จัก” คือ รู้
รู้จำ
ก. รู้แล้วจำได้, รู้จักจำ.
แม่คำของ “รู้จำ” คือ รู้
รู้จริง
(คำนี้ไม่มีในพจนานุกรมฯ แต่ผมจะแปลความหมายที่ทุกคนเข้าใจอยู่แล้วได้ดังนี้)
รู้ลึก รู้ละเอียด รู้จนชำนาญการ รู้จนสามารถอธิบายขั้นตอนกระบวนการต่างๆ ได้
การเรียนรู้พระเครื่องฯ ที่ผ่านมา เราเรียนรู้อะไรได้แค่ไหน? กับเหล่าผู้อ้างรู้ ตรูชำนาญการฯ

รู้จัก พระเครื่องฯ แต่ละองค์เรื่องพิมพ์ทรงองค์พระฯ เนื้อหามวลสาร รู้จักวัด รู้จักชื่อผู้สร้าง
เรียนรู้กันไป บนความรู้จัก (พื้นฐาน) เหล่านั้น

รู้จำ ในพระเครื่อง เหล่านั้น ว่ามีลักษณะอย่างไร? ราคาแพงมากมายเท่าไร? นิยมสะสมหรือไม่? รู้ที่จะจดจำ เนื้อหา พิมพ์ทรง ธรรมชาติความเก่า ร่องรอยต่างๆ ฯลฯ ในองค์พระฯ ที่แต่ละองค์นั้นเป็นในลักษณะที่เป็นอย่างนั้น แต่เราเองไม่รู้ว่า…..องค์ไหน? แท้ แท้ดูอย่างไร?…แยกแยะได้อย่างไร?….เราไม่รู้ด้วยตัวของเราเองได้…ไม่สามารถตัดสินได้ด้วยตัวเราเองได้ คือ เราเองก็ไม่รู้ว่า…”พระแท้เป็นอย่างไร?”…นั่นเอง

รู้จริง เรื่องพระเครื่อง คือเราสามารถรู้ได้ด้วยตัวของเราเอง สามารถอธิบายความเป็นพระแท้ฯ ได้อย่างชัดเจน ถี่ถ้วน สามารถแยกแท้ปลอมได้อย่างทันทีที่เราได้แรกเห็นนั้นทันทีหรือไม่?…(เช่นเดียวกับเรารู้จักเหรียญบาท เหรียญสิบบาทเป็นต้น เรารู้ เราเห็น เราตอบได้ทันที)

ดังนั้นด้วยเหตุที่ว่า…เราไม่รู้จริง…เราก็เลยไม่รู้…”ความจริงคืออะไร?”
เราก็หวังจะพึ่ง “คนกลาง” ผู้อ้างรู้ตรู ชำนาญการทั้งหลาย ในการตัดสินชี้ชัดฟันธง พระตรงหน้า?….แท้หรือเท็จ?….คำตอบที่เหล่าบรรดาผู้อ้างรู้ ตรูชำนาญการ ไม่ว่าจะตอบว่า…แท้ หรือเท็จก็ดี ไม่ว่าจะ รับรองว่าเป็นพระแท้ หรือ เขี่ยเป็นพระเท็จก็ดี……ไม่ว่าจะเป็นผู้ออกใบรับรองรับประกันพระแท้ฯ ก็ดี

เราเองต่างก็ ไม่รู้ว่าเป็นคำตัดสินที่วางอยู่บนความถูกต้องหรือไม่?..”เราไม่รู้ เราฟันธงไม่ได้” เราก็เลยต้องพึ่งคำตอบเขา เหล่าพวกคนกลางเหล่านั้นเป็นคำตอบ…แล้วเราเชื่อเขา พวกเขา
โดยที่เราก็ไม่รู้ว่า…”พวกคนกลาง อ้างรู้ ตรูชำนาญการ” ทั้งหลายเหล่านั้น
รู้จริง….มีความรู้จริง… หรือไม่?
หรือมีความรู้..แค่รู้จัก…และรู้จำ…..ต่อๆ กัน บนความรู้บนความเชื่อผิดๆ หรือไม่?
กรณีที่เรา อยากรู้จริง….เราก็ต้องถามเพื่อเอาความรู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้จากคนเหล่านั้น
ถ้าเขา พวกเขา…รู้จริง…เรื่องพระเครื่องฯ เราก็ควรเคารพในความรู้จริงนั้น
ถ้าเขา พวกเขา…แค่รู้จัก…พระเครื่องตรงหน้า…..ก็ให้รับรู้ ความรู้เขาก็พอ

แต่…ถ้าหากความรู้เขา ความรู้ของพวกเขา…ไม่พอที่จะตัดสินพระให้แท้ได้…
ยิ่งถ้า….เราสามารถตรวจสอบความรู้เขา ว่าความรู้พวกเขามี แค่….“รู้จักพระเครื่องฯ”…
แล้วมาตั้งตัวเป็น …ผู้ตัดสินพระเครื่อง…ผมแนะนำให้ห่างๆ คนนั้นไว้ คนเหล่านั้นไว้…..
มาอ้างรู้ตรูชำนาญการนิทานนิยายขายพระฯ….เอาความรู้เเค่รู้จักกับรู้จำ…มาใช้ในการ
ตัดสินพระให้แท้เท็จ…แสดงตนเป็นคน “รู้จริง”….ให้ห่างๆ คน พวกคนเหล่าผู้คนเหล่านี้ไว้ครับ

เพราะความรู้เพียง…แค่รู้จักพระเครื่องฯ..ย่อมไม่มี คุณสมบัติที่ดี ดีพอที่จะใช้ชี้ชัดฟันธง ให้พระตรงหน้าแท้เท็จได้ ด้วยความรู้แค่นั้น..ความรู้พื้นๆ แค่รู้จักรู้จำพระเครื่องฯ องค์นั้น.นั่นเอง
แสดงว่า คนคนนั้น คนเหล่านั้น…..กำลังอวดอุตริ บนความไม่รู้ บนความไม่มีความรู้จริง…อยู่
แค่..สร้างภาพตัวเองให้เป็นผู้รู้…ตรูชำนาญการ….สู่รู้…อวดอ้างความรู้บนความไม่รู้จริงนั้น…
เพื่อหวังผลอะไร?​ ก็ตาม…. ขอให้ผู้ศึกษา สะสมฯ…ห่างๆ จากคนเหล่านั้น จากคนพวกนั้นเสีย
เพราะคนที่โกหก…หลอกลวงผู้อื่นว่า…ตนเองรู้ โกหกว่าตนเองชำนาญการ เป็นผู้รู้จริง
ในเบื้องต้น…พฤติกรรมเบื้องต้นของ …..คนคนนั้น คนเหล่านั้น…ไม่น่าคบค้าสมาคมใดๆ
เพราะเริ่มแรกเริ่มต้น….เขา พวกเขากล้าที่จะโกหกตัวเอง…อวดอุตริตนเอง…ว่าตัวเองเป็นผู้รู้ กรูชำนาญการในโดยไม่เกรงกลัวบาป ไม่ละอายต่อบาปแล้วนั่นเอง….

……เรื่องโกหกคนอื่น เรื่องความรู้ เรื่องคำตัดสินฯ ถัดจากนั้น…..ก็อย่าหวังได้ความถูกต้อง… เรื่องที่พวกเขายิ่งสอน ยิ่งทำให้กลายเป็นความหลงเชื่อจะกลายเป็นเรื่องโกหกซ้ำซ้อน โกหกไปเรื่อยๆ สร้างเรื่องเท็จไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นเรืองปกติธรรมดา…เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ…ต่ำช้าสามานย์ในกมลสันดาน ของคนคนนี้…คนพวกนี้…คนที่หลอกกันไปหลอกกันมาเหล่านี้….อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแล้วนั่นเอง
พระพุทธองค์ทรงเรียกคนเหล่านี้…คนพวกเหล่านี้ว่า “คนถ่อย….เหล่าคนถ่อย”….
นอกจากไม่สอนให้ “วิชชา” …กลับ..อ้างแต่ “อวิชชา” ความเชื่อเหนือธรรมชาติ สอนด้วยความเชื่อ เต็มไปด้วยความงมงาย
ไม่สามารถสอนให้รู้ “วิชชา” ได้แล้ว ไม่เพิ่มพูน ให้ “ปัญญา” แล้ว….
กลับเป็นตัวสร้าง “ปัญหา”..ให้เกิดขึ้นกับสังคมพระเครื่องฯ ในวงกว้าง

บนคำตัดสินที่ พร่องความรู้ …. บนคำตัดสินที่ตัดสินตามความรู้สึก อ้างประสบการณ์เหล่านั้น
กำหนดรับรองมาตรฐานพระเครื่องฯ…บนความไม่รู้อะไรคือมาตรฐาน..บนความไม่มีมาตรฐาน บนความ “ไม่รู้จริงแค่รู้จักแค่จดจำมา”.. เท่านั้น….
จะอ้างว่าตัดสินด้วยมาตรฐานพระแท้ หรือ จะตัดสินว่าเป็นพระแท้….คำตอบที่ออกมาบนความรู้ที่แค่รู้จัก รู้จำพระเครื่องฯ ได้….มันไม่พอครับ
คนคนนี้ คนเหล่านี้ จึงไม่สามารถอธิบาย ขยายความรู้ ในส่วนที่ไม่รู้ อธิบายส่วนที่ขาดหาย..ส่วนที่ “พร่อง”…ส่วนที่ไม่รู้นั้นได้….ทำได้เพียงอวดอุตริตัวเองเป็น ผู้รู้จริง นั่นเอง

ดังนั้น…คำตัดสินที่ได้…ทั้งมวลที่พวกเขาสามารถ
..รับรองพระแท้ฯ พระแท้ได้มาตรฐาน…บนความ “พร่องของความรู้” ตัวเอง….ได้อย่างพิลึกพิลั่น…ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ……ด้วย “ใจ”…ที่เหี้ย..ม…มาก เป็นยิ่งนัก……
หลอกผู้คนให้นับถือตัวเองได้ หลงเชื่อตัวเองได้อย่างสนิทใจ….
คงต้องอาศัย..”หนังหนาของหน้า”
มากกว่า “ความรู้หรือปัญญา” ที่ตนมี ถึงทำได้ขนาดนั้น
จึงจะรักษาตน และ ผลประโยชน์ ของตนและพวกพ้องได้อย่างยั่งยืน

สาธุครับ
ขอปัญญาจงสถิตย์กับเพื่อนๆ ครับ

กดแชร์บทความไปยัง Social Network ของท่าน
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
เรียนรู้วิธีการดูพระเครื่องร่วมกับเพื่อนสมาชิกได้ในกลุ่มพระเครื่องเรื่องง่ายๆ ในเฟสบุ๊ค https://web.facebook.com/groups/277552462284906

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *