เล่นพระเครื่องอย่าอ้างเกิดไม่ทัน ความรู้มันเรียนทันกันได้ (๒๖๐)


มักจะมีคนกล่าวเสมอ..ว่า “เกิดไม่ทัน”
แต่ก็ไม่ศึกษาเพิ่มเติม ค้นคว้าหาความรู้ในส่วนที่ขาด ในส่วนที่พร่องของความรู้ บนความอยากรู้นั้น กลับปฏิเสธด้วยคำสั้นๆ ว่า…”เกิดไม่ทัน”
“…ไม่มีใครเกิดทันหรอก?….หรือ มรึงจะบอกว่า มรึงเกิดทันเหรอ?….”…….เป็นงั้นไป

เกิดไม่ทัน..แล้วไม่พยายามเรียนรู้ ศึกษา รับฟังเพื่อเอามาคิด วิเคราะห์ แยกแยะ…สิ่งที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน จากคนที่เขารู้ เขาเข้าใจ…กลับไปย้อนถามเขาว่า…..”แล้วมรึงเกิดทันเหรอ?” มันแสดงถึงอัตตาของความเชื่อมั่นในตนเองว่าไม่มีใครรู้จริงหรอก เพราะไม่มีใครเกิดทัน “…ตัวกรูยังไม่รู้เลย แล้วมรึงจะรู้ได้อย่างไร? ครูกรู…ไม่เคยพูดเรื่องแบบนี้ที่มรึงพูดเลย?….”

อืม..ม์…ครูของท่านเกิดไม่ทัน…ไม่รู้..ไม่ศึกษา…ไม่ต่างจากคุณนั่นเอง
เรื่องราวที่คนอื่นรู้..หรือ…มีความรู้มากกว่าครูของท่านก็ได้….ก็อย่าไปรีบด่วนสรุปว่า..
“…ความรู้ของคนอื่น..จะมีคำตอบที่ดีกว่า..ถูกต้องกว่าตัวเอง..กว่าครูของตัวเองไม่ได้…

สมัยก่อนเหล่าผู้คนมี ความเชื่อว่าโลกแบน.. เดินทางไปทางทิศตะวันตกจะตกขอบโลก……
พอมีใครสักคนพูดความจริงว่า…โลกกลม…เดินทางไปยังงัยก็จะวนกลับมาตรงจุดเดิมได้…… กลับกลายเป็นเรื่องตลก เป็นที่เย้ยหยัน สั่นหัว บนความเชื่อที่ผิดๆ คิดว่าโลกแบนนั้น

“มรึงรู้ได้อย่างไร?…มรึงเกิดทันเหรอ”……….
วันนี้ “คำนี้” ก็คงไม่ต่างกันกับความเชื่อว่า….โลกแบน….ดังกล่าว

ความรู้เรียนรู้ได้ด้วยความจริง เมื่อความจริงเรียนรู้ได้..ปัญญาเกิดได้..ยอมรับความจริงได้….นั่นแหละคือ ความรู้บนความจริง
สรรพสิ่ง…ถ้าไม่รู้…ก็จงเรียนรู้ซะ…หาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ

ข้ออ้างว่า “เกิดไม่ทัน”……นั่นเป็นการปัดสวะ…ที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมจากความไม่รู้…ไม่รู้จะเรียนรู้ได้อย่างไร?…..ของตัวผู้พูดเอง บนความสิ้นไร้ความคิดที่จะค้นหาความรู้บนความจริงได้…

อีกทั้ง เชื่อว่า..ไม่น่าจะมีใครรู้จริงได้ เพราะความที่แต่ละคน “เกิดไม่ทัน”…นั้น

มีคำย้อนถามว่า…”แล้ว……มรึงเกิดทันเหรอ?”…..
มันแสดงถึงปัญญาอันน้อยนิด ของผู้ย้อนถามคนให้ความรู้…ที่ตัวเขาไม่คิดจะพัฒนาหาความรู้เพิ่มเติมบนความไม่รู้…บนความพร่องความรู้ของตน…แล้วเลือกที่จะปฏิเสธความรู้ใดๆ ก็ตามที่จะเข้ามา ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับความเชื่อของตน (อวดรู้กว่า)…..หรือ

ไม่เห็นด้วยกับความรู้ของตน (ขัดแย้งกับความรู้ตน)
คนเหล่านี้จะโมโหโกธา “ยึดในอัตตาของตนบนความไม่รู้จริงทั้งหมดที่ตนรู้นั่นเอง”…..
ยิ่ง..ถ้าหากคนเหล่านี้ ….

มีความรู้บนความเชื่อที่ผิดๆ สมองเขาอัดแน่นไปด้วยความอุดมงมงาย.แบบผิดๆ อย่างยาวนาน ย่อมจะเลือกที่จะปฏิเสธ ความรู้ใดๆ…ก็ตามที่ขัดแย้งกับความเชื่อของตนนั้นในทันที

เหล่านี้….ผมแนะนำให้เพื่อนๆ พึงห่าง “คน ผู้คน ที่มีอัตตาในตัวเอง..ยึดเอาความเชื่อเป็นสรณะ…ยึดเอาอวิชชา (ความไม่รู้) ..ว่าเป็นส่ิงที่ถูกต้อง” ห่างให้ไกลๆ ครับ คนลักษณะแบบนี้

เพราะนอกจากเพื่อนๆ จะ….ไม่ได้ความรู้อะไรจากความเชื่อนั้นแล้ว…ก็จะกลายเป็นเหยื่อ ถูกล่อลวงให้เสียทรัพย์…จากคน กลุ่มคนเหล่านั้นโดยง่าย…

ความเชื่อว่าโลกแบน….ถูกแทนที่ว่า โลกกลม เพราะความรู้บนความจริง ที่สิ่งนั้นเป็น
ปัจจุบันนี้…พระเครื่องฯ ที่ใช้ความเชื่อว่า..ตัดสินว่า….ใช่ (เพราะพวกพ้องน้องพี่ ตีแท้ฯ)

อนาคตก็จะมีคำตอบ แท้จากองค์พระฯ บนความจริงว่า….ใช่ (เพราะพระฯเอง เป็นพระแท้ฯ)
สิ่งที่สำคัญสุด…การจะพัฒนาความรู้ได้ เพื่อให้เกิดการบูรณาการได้…ก็ต้องยึดที่วิชชา ความรู้ บนความจริงที่สิ่งนั้นเป็นเป็นหลัก ยอมรับและเคารพความจริงที่สิ่งนั้นเป็น (เคารพที่องค์พระฯ) ไม่ใช่เหล่าเซียน หรือใคร?…หรือผม?

ในวันนี้…วงการพระเครื่องฯ พัฒนาไม่ได้…
เพราะ ยึดในอวิชชา ความเชื่อและอัตตา ยึดคน กลุ่มคนเป็นหลัก บนความไม่รู้ บนความพร่องความรู้จริง บนความไม่รู้อะไรถูกต้อง อะไรไม่ถูกต้อง สับสนปนเปกันไปหมด…กว่าจะได้คำตอบเรื่องแท้เท็จ….บนมาตรฐานที่ซ้ำซ้อนเยอะแยะ….ที่แต่ละเซียนกำหนดกันเองบนความรู้สึก…พอใจไม่พอใจ…ชอบไม่ชอบ…นั้น

ไม่ว่าวงการใด..หากสิ้นไร้ปัญญา คงพัฒนาไม่ได้…..
วันนี้ ….มองไม่เห็นวิชชา…ก็อย่าถามหาอนาคตที่จะเรียนรู้ได้ครับ
ขอปัญญาจงสถิตย์กับเพื่อนๆ ครับ

กดแชร์บทความไปยัง Social Network ของท่าน
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
เรียนรู้วิธีการดูพระเครื่องร่วมกับเพื่อนสมาชิกได้ในกลุ่มพระเครื่องเรื่องง่ายๆ ในเฟสบุ๊ค https://web.facebook.com/groups/277552462284906

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *