พระแท้ตามหลักวิทยาศาสตร์อิงธรรมชาติวิทยา (๒๙๙)


มีเพื่อนในเฟสท่านหนึ่ง ถามผมว่า เห็นมีการประกวดพระจากชมรมพระเครื่องชมรมหนึ่ง
จึงอยากขอความเห็น ขอคำอธิบายจากผมในเรื่องนี้ พร้อมมีตัวอย่างของใบปลิวพร้อมรายละเอียดในการประกวดมาให้ผมช่วยแนะนำ (ในฐานะผู้ให้ความรู้)

ก่อนอื่นเราก็ไปดูว่า…ความหมายในใบโฆษณาเชิญชวนนั้น…ระบุไว้อย่างไร?

อนุรักษ์และประกวดพระแท้
ตามหลักวิทยาศาสตร์อิงธรรมชาติวิทยา

ในการอธิบายเรื่องราวต่างๆ เราจำเป็นต้องแยก ความหมายของแต่ละคำ
ที่ผู้จัดการประกวด (กรรมการตัดสิน) ต้องการจะบอกกับบุคคลทั่วไปว่าประกวดพระอะไรบ้าง?

อนุรักษ์ แปลว่าอะไร?
อนุรักษ-, อนุรักษ์ [อะนุรักสะ-] ก. รักษาให้คงเดิม. (ส.).
ลูกคำของ “อนุรักษ-, อนุรักษ์” คือ อนุรักษนิยม

ในการใช้กับพระเครื่องฯ ก็หมายความถึงการรักษาพระแท้ดั้งเดิมให้คงอยู่ต่อไป

แท้ คืออะไร?
แท้ ว. ล้วน ๆ, ไม่มีอะไรเจือปน, เช่น เทียนขี้ผึ้งแท้, ไม่ปลอม, ไม่เทียม,
เช่น นาฬิกาเรือนนี้ของแท้ กระเป๋าหนังแท้
ลูกคำของ “แท้” คือ แท้ ๆ แท้จริง แท้ที่จริง

พระแท้ มีสองความหมาย ในการเรียนรู้พระเครื่อง
(๑) พระแท้ดั้งเดิม ถึงยุค ต้นฉบับ คือ พระแท้ที่มีการสร้างมาตั้งแต่ดั้งเดิม สมัยเดิมนั้น
(๒) พระแท้เกจิ เอาพิมพ์ทรงเดิม ทำเนื้อหาใกล้เคียงกับพระแท้ดั้งเดิม มาทำใหม่ เลียนแบบเนื้อและพิมพ์ทรงที่มีมาก่อนหน้านี้ ในกรณีนี้เรียกพระแท้ไม่ถึงยุค (สะมะชาย)

วิทยาศาสตร์ แปลว่าอะไร?
วิทยาศาสตร์ น. ความรู้ที่ได้โดยการสังเกตและค้นคว้าจากปรากฏการณ์ธรรมชาติแล้วจัดเข้าเป็นระเบียบ, วิชาที่ค้นคว้าได้หลักฐานและเหตุผลแล้วจัดเข้าเป็นระเบียบ.
แม่คำ ของ “วิทยาศาสตร์” คือ วิทยา

ธรรมชาติ แปลว่าอะไร?
ธรรมชาติ
(๑) น. สิ่งที่เกิดมีและเป็นอยู่ตามธรรมดาของสิ่งนั้น ๆ, ภาพภูมิประเทศ.
(๒) ว. ที่เป็นไปเองโดยมิได้ปรุงแต่ง เช่น สีธรรมชาติ.
แม่คำ ของ “ธรรมชาติ” คือ ธรรม ๑ ธรรม- ธรรมะ

ความหมายของการจัดประกวดพระเครื่องในครั้งนี้..ก็จะแปลได้ประมาณนี้ว่า

“…ประกวดพระแท้ (ไม่ปลอม) ที่ต้องการอนุรักษ์ไว้ให้คงอยู่ด้วยความรู้ที่เกิดจากการค้นคว้าบนเหตุผลและหลักฐานตามความเป็นจริง…”

ความหมายของการจัดการประกวดพระเครื่องของแต่ละกลุ่มแต่ละชมรมก็จะให้ความหมายของวัตถุประสงค์ในการจัดงานประกวดฯ ในลักษณะเดียวกันแบบนี้เช่นกัน เป็นเรื่องปกติ การที่เราจะแยกรู้ แยกศึกษาเราก็ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า…”ทิศทางการประกวดฯ เช่าหาสะสม ของแต่ละกลุ่มนั้น

“มองพระแท้” กันอย่างไร?…มุมไหน?…อย่างไร?
พระแท้ ในความหมายของแต่ละกลุ่มบางทีก็แตกต่างกันไป
บนความรู้ของผู้สอน ของอาจารย์ ของเจตนาของเจ้าของกลุ่มประกอบกันไป

“พระแท้ ดูอย่างไร?…พระแท้..เพราะอะไร?….หลักฐานที่ชี้ชัดว่าเป็นพระแท้?….เขาแสดงไว้อย่างไร? ความรู้ที่อาจารย์หรือผู้สอนแต่ละคนแต่ละกลุ่ม..ได้ค้นคว้าทั้งหมดนั้น

ค้นคว้าจากความเป็นจริงหรือความเชื่อ
ความจริง คืออะไร? จนถึงกล้าที่จะอ้างว่าเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้
(ส่วนนี้ต้องมีหลักฐานในการนำเสนอด้วย…เหตุผลและคำอธิบายย่อมเกิดจากหลักฐานนั้น)…
การให้คำอธิบาย การให้เหตุผลทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับ..หลักฐาน
แสดงความรู้ตามหลักฐานความเป็นจริงที่สิ่งนั้นเป็นประกอบด้วยเสมอ
(เพราะ….วิทยาศาสตร์ คือการเรียนรู้และสามารถตรวจสอบความรู้นั้นได้ด้วย)

ในกรณีถ้าผู้สอน ผู้อ้าง ผู้อธิบาย ไม่สามารถมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ได้
ความรู้ เหตุผล คำอธิบายให้ความรู้ การใช้ความรู้ในการตัดสิน การคิดพิจารณาแยกแยะแท้เท็จได้….ก็ย่อมไม่ถูกต้อง..
ไม่มีหลักฐาน ย่อมไม่มีข้อเท็จจริงในเบื้องต้นแล้ว…
เหตุผลที่เกิดจาก “ข้ออ้าง” ว่าเป็น “วิทยาศาสตร์” ย่อมตกไปแล้ว ตั้งแต่ต้นแล้วนั่นเอง
โดยอาศัย “ความเชื่อ” แล้วก็แค่อ้างลอยๆ ว่า….”เป็นวิทยาศาสตร์” แต่พิสูจน์คำพูดอะไรไม่ได้
ขาดหลักฐาน ขาดข้อเท็จจริง บนความเชื่อ
เหตุผลที่เกิดจาก ความเชื่อไม่ว่าจะส่วนตัวหรือส่วนใหญ่ในกลุ่มจึงเป็นอันตกไป
การเรียนรู้ การตัดสินแท้เท็จ ย่อมไม่ได้เกิดจากความรู้
บนหลักฐานอะไรทางวิทยาศาสตร์แล้วนั่นเอง….

ในกรณีเกิดข้อพิพาท ข้อโต้แย้ง
คนเหล่านี้ คนที่อ้างลอยๆ ถึงเรื่องวิทยาศาสตร์เหล่านี้…
จึงไม่สามารถนำหรือแสดงหลักฐานที่เป็นชิ้นเป็นอัน..
เพื่อให้เกิดการตรวจสอบความรู้ที่ตนเองอ้างว่าถูกต้องนั้นได้…
เพื่อให้เกิดการเรียนรู้กับคนอื่นได้ เพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับความรู้ด้วยความจริงได้…นั่น
เพื่อยืนยัน “คำตอบของตนว่าถูกต้องดีแล้วถ่องแท้ดีแล้วได้”…นั่นเอง

ประเด็นแรก “พระแท้ฯ”….ย่อมตกไปจากการไม่มีหลักฐานที่จะยืนยัน ตรวจสอบความแท้ของพระที่แต่ละคนแต่ละกลุ่ม “อ้างความรู้ตน”…”อ้างถึงวิทยาศาสตร์”…ได้…เพราะส่วนนั้น..หากไม่มีหลักฐานยืนยัน “ความรู้”….ให้ตรวจสอบความถูกต้องด้วยวิธีการใดๆ ได้
“พระแท้…พระแท้มาตรฐาน…พระแท้มาตรฐานสากล..พระแท้เพราะวิทยาศาสตร์”
เหล่านี้คือ ข้ออ้างลอยๆ…..บนความเชื่อกันทั้งนั้น….ความรู้ที่เกิดจากความเชื่อกันทั้งนั้น…
เป็นการใช้ข้ออ้างเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ “บนความไม่รู้”……กันทั้งนั้น นั่นเอง
เมื่อเรียนรู้กัน “บนความเชื่อ”
และใช้ความรู้นั้น “บนความเชื่อ”
คำอธิบาย คำตัดสิน ทั้งหมดจึงวางอยู่ “บนความเชื่อ”
ของคนเชื่อแบบนั้น ของกลุ่มคนเหล่านั้น
ความเชื่อทั้งหมดที่ผ่านมา ไม่มีหลักฐานยืนยัน “ความจริงความถูกต้องได้เลย” สักอย่าง

ประเด็นถัดไปคือ “อนุรักษ์”….
อนุรักษ์พระฯ……(บนความเชื่อ)……พระปลอมพระแท้ไม่รู้?….อ้างอนุรักษ์?…บนความไม่รู้หรือบนความรู้ที่ไม่ถูกต้อง บนข้ออ้างลอยๆ ทั้งหลายแหล่ บนเหตุผลที่…ไม่มีหลักฐานประกอบการเรียนรู้ให้เกิดความเชื่อถือในข้อมูลนั้นได้…(มีแต่ข้ออ้างว่าอนุรักษ์ สายอนุรักษ์)….
เราจะประกวดเพื่ออนุรักษ์พระแท้พระปลอม…กันหล่ะ????? มีคำอธิบายกันหรือเปล่า???
มีเหตุการณ์ในยูทูป ที่มีการคืนพระฯ จากผู้เช่าที่เช่าไปเป็นร้อยล้าน???? (เมื่อวันที่26/2/62 )
ชมรมใหญ่..ตีพระที่เขาเช่ามา…เป็นพระปลอม……………..???
คนขายพระ..ยืนยันพระตัวเองแท้..??? เอาเจ้าหน้าที่ตำรวจมายืนยันความเก่ง ความแท้ด้วย
เจ้าของพระ….จะเชื่อใคร???? ฝ่ายไหนดี?????
อย่ามองข้ามเหตุการณ์นี้นะครับ เราสามารถเรียนรู้จากกรณีนี้ได้
มีประเด็นให้ข้อคิด..ให้เพื่อนๆ ฉุกคิดครับว่า….
ถ้าเรา “ตกที่นั่งเดียวกันแบบนี้”……..เราจะเชื่อใคร?
ก่อนที่จะตอบว่า “เชื่อใคร?” อ่านคำอธิบายผมต่อไปนะครับว่า
ฝ่ายไหน?…มีความรู้ที่ “ถูกต้อง” ดีกว่าใคร? (ต่างฝ่ายต่างก็เรียนรู้มา “บนความเชื่อ” เเบบเดียวกันนั้น ใครตอบถูกหรือใครตอบผิด?)…..เราเองจะรู้ได้อย่างไร?….เราจะใช้ “มาตรฐาน” หรือหลักฐานอะไร? ในการตรวจสอบ…”ทั้งสองฝ่าย”ได้…มีไหม?
ในเมื่อ…ต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีหลักฐานอะไรยืนยัน….
ความถูกต้องของคำตัดสินของตนว่าถูกต้องนั้น….
ทะเลาะกัน “บนความไม่รู้เหมือนกัน”
ทะเลาะกัน “บนความรู้ที่เหมือนกันแต่ไม่ถูกต้องเหมือนกัน”
ทะเลาะกัน “ในสิ่งที่ต่างคนต่างเชื่อมา..ไม่เหมือนกัน”
ทะเลาะกัน “ในอัตตาแห่งตน” ยึดความเชื่อว่าสิ่งที่ตนเชื่อมา “ถูกต้องดีแล้ว”
ทะเลาะกัน “ไปมา….สุดท้ายต่างคนต่างก็ไม่มี “หลักฐาน” อะไร? เพื่อจะยืนยันได้ว่าคำตัดสินตัวเองนั้นถูกต้อง…ไม่มีหลักฐานเพื่อแสดงข้อเท็จจริงเพื่อ “ยุติปัญหา” …
ทะเลาะกัน..”บนคำตอบที่แตกต่างกัน บนความรู้ที่แตกต่างกัน บนความเชื่อที่แตกต่างกัน บนความรู้ที่หา “ความจริง” เป็นชิ้นเป็นอันเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมรับ “คำตอบของตนได้”

ทะเลาะกันตายห่าก็หา “ข้อสรุปไม่เจอ” (คนเช่าพระก็ซวยไป เพราะหาข้อยุติไม่ได้)
คืนก็ไม่ได้ (เพราะพระฉันแท้เสมอ)…..คนติพระเขาปลอมก็ทำอะไรไม่ได้เช่นกัน (เพราะไม่มีหลักฐาน ไม่มีความรู้ที่ถูกต้องดีพอ ไม่มีข้อเท็จจริง อันเป็นข้อยุติได้เช่นกัน)
เหตุการณ์แบบนี้จะวนกลับมา…ซ้ำแล้วซ้ำเล่า…จากบรรดาผู้สู่รู้ ดูเก่ง เบ่งกร่าง อ้างอวด สวดพระฯ ที่เป็นตัวกลาง (เจ้าปัญหา) เหล่านี้นี่เอง..
ความเชื่อ เรียนรู้ไม่ได้ เข้าใจไม่ได้ ตรวจสอบก็ไม่ได้…ต้องอาศัยเชื่อๆ กันไปอย่างเดียว

วงการพระเครื่องฯ ที่พัฒนาไม่ได้ ก็เพราะ “อวิชชา” ความไม่รู้ ความไม่รู้จริง ความบกพร่องไม่ถ่องแท้ของเหล่าคนที่อ้างตนเป็นคนรู้ทั้งหลายเหล่านี้นี่แหละที่เป็นปัญหา ขาดวิชชาพระเครื่องที่ตนอ้างความชำนาญ….ขาดความรู้ที่ถูกต้องถ่องแท้…จึงแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้
คนที่เช่าพระฯ ราคาแพงไว้เยอะๆ…ก็ลองพิจารณาปัญหานี้กันดูครับ…
เหตุการณ์นี้จะวนซ้ำมาที่เดิม…ในอนาคตอันใกล้ไม่รู้จบ…ครับ

ขอปัญญาจงสถิตย์กับเพื่อนๆ ครับ

กดแชร์บทความไปยัง Social Network ของท่าน
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
เรียนรู้วิธีการดูพระเครื่องร่วมกับเพื่อนสมาชิกได้ในกลุ่มพระเครื่องเรื่องง่ายๆ ในเฟสบุ๊ค https://web.facebook.com/groups/277552462284906

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *