เซียนพระขายพระเก๊ ต้องมีการคืนพระ สรุปว่าแท้หรือไม่แท้ (๓๐๐)

เมื่อสัปดาห์ก่อนมียูทูปออกมาว่ามีการเช่าพระจำนวนร้อยหกสิบล้านบาท (หลายองค์)
จากเซียนใหญ่ท่านหนึ่ง อักษรย่อ อ. ครั้นพอเจ้าของนำพระไปตรวจสอบกับ องค์กรใหญ่ กลับได้รับคำยืนยันว่าเป็น “พระปลอม” ทำให้เกิดมีปัญหากัน ในเรื่องของการคืนเงินหลายร้อยล้านบาทนั้น

เราได้บทเรียน เราได้เรียนรู้อะไรบ้างจากเหตุการณ์นี้
(๑) พระปลอมจริงหรือไม่?
(๒) คำตัดสินจากเซียนใหญ่ องค์กรใหญ่…ถูกต้องหรือไม่?

(๑) พระปลอมจริงหรือไม่?
แน่นอน “เราท่านอาจจะไม่รู้เหมือนกัน” คนเช่าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน มันมีปัญหาตรงคำตอบที่ไม่เหมือนกันระหว่าง…เซียนต่อเซียนด้วยกัน…
เพราะคำตอบมันมีผลต่อความรับผิดชอบ…
เพราะคำตอบมันมีผลต่อความน่าเชื่อถือ….

เพราะคำตอบมันมีผลต่อผลประโยชน์ที่จะตามมา อนาคตการซื้อขายพระของเซียนที่เกี่ยวข้อง
เพราะคำตอบมันมีผลต่อความรู้ของคนที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
(เจ้าของพระที่เช่าไป…เซียนที่ขายไป..และเซียน กลุ่มเซียนใหญ่ที่สวดพระฯ)

ถ้าลำพังเป็นพวกเราคงไม่มีปัญหาเวลาเซียนใหญ่ตัดสิน..ใช่ไหม?
อ่านคอมเม้นท์ในยูทูปก็จะมีความเห็นแตกต่างกันออกไปตามความเชื่อของคนแต่ละคนนั้น

ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเชื่อ..”คำตอบขององค์กรใหญ่”…เชื่อว่า..พระของเซียน อ.นั้นเป็นพระปลอมจริงๆ ตามนั้นหลอกขายพระเก๊ให้…เจ้าสัวท่านนั้น…หลายคนเชื่อกันแบบนั้น
ความจริงคืออะไร?….

คนที่เชื่อเซียนใหญ่…เชื่อคำตอบของเซียนใหญ่…ต่างก็ไม่เคยเห็นพระฯ ที่เซียนใหญ่บอกว่าปลอมนั้น?….แล้วก็แสดงคอมเม้นท์ต่อว่า เซียน อ. ไป
(๒) คำตัดสินของเซียนใหญ่ องค์กรใหญ่นั้น…ถูกต้องหรือไม่?
(๑) ติว่า เซียน อ.บนความที่ตัวเองก็ ไม่รู้ความจริง ว่า…พระที่เซียนใหญ่องค์กรใหญ่ตัดสินว่าปลอมนั้น..หน้าตาพระที่ว่าปลอมนั้นเป็นอย่างไร? ไม่เคยเห็น หรือเคยเห็นดูเป็นหรือเปล่า?

“ไม่รู้เหมือนกัน แต่เชื่อเซียนใหญ่ไว้ก่อน”…..เห็นไหม?…
สังคมพระเครื่องฯ เป็นแบบนี้…”เชื่อเซียนใหญ่ องค์กรใหญ่เอาไว้ก่อน”
ไม่ว่าจะเป็นคำพูด คำสอน คำอธิบาย คำตัดสิน คำรับรองฯลฯ..

เชื่อเซียนใหญ่ว่าถูกต้องไว้ก่อน (เข้าข้างเซียนใหญ่บนความเชื่อของตนว่า
เขารู้ เขารู้กว่า ถูกต้องกว่า แม่นยำชำนาญการกว่า เป็นผู้รู้ผู้ชำนาญการที่เหมาะสมดีแล้ว)

คำตอบที่แตกต่างกันของคนสองคน (ไม่จำเป็นต้องเป็น เซียนใหญ่) ที่มีความรู้อ้างว่าเหมือนกันแต่…ตัดสินแตกต่างกัน…มันจึงจะต้องมี…ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดพลาดไม่ถูกต้องเสมอ) เราก็ “ไม่รู้เหมือนกัน” ว่าฝ่ายไหนถูกต้อง? เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฝ่ายไหนเป็นฝ่ายผิด

ดังนั้น ความรู้การตรวจสอบความรู้ ของทั้งสองฝ่าย ย่อมจะทำให้เราได้ข้อเท็จจริงจาก…คำตอบที่แตกต่างกันได้ “ด้วยการเอาความจริง เข้าไปตรวจสอบความรู้ของคนทั้งคู่” มันก็มีวิธีการของมันอยู่ “คนรู้ย่อมตรวจสอบความรู้ได้”

ในคนระดับล่าง…ก็ไม่ต่างกัน..เวลามีปัญหาถกเถียงกัน…(แท้เท็จ) สุดท้ายก็มักจะมีข้อเเนะนำให้ไปหาเซียน ไปพบเซียน ส่งพระไปประกวดฯ ให้มีการรับรองจากกลุ่มเซียนใหญ่ องค์กรใหญ่…(เพราะองค์กรเล็กๆ เกือบทั้งหมดในปัจจุบัน “ย้อมแมว” กันเสียเป็นส่วนใหญ่ ห่างไว้ก็ดีครับ)….เพื่อให้ได้คำตัดสินชี้ขาดแท้เท็จนั่นเอง

เราจึงมักจะได้ยินคำว่า…”ให้สายตรงเช็คเลย”….
ส่งพระเข้าประกวดเลย…”ให้เซียนใหญ่ตัดสินรับรองมา ผมเช่าทันที” ฯลฯ….เหล่านี้เป็นต้น
เราใช้ความเชื่อว่า…”เซียนใหญ่” จะมีความรู้ ความสามารถที่บริบูรณ์ที่จะตัดสินพระแท้เท็จได้

(ตัวอย่างเรื่องนี้เราก็จะมองเห็นภาพนะครับ)…เซียนทั้งคู่…คำตอบไม่เหมือนกัน?…ทีนี้ทำอย่างไร?…เกิดเหตุการณ์อะไร?…. (ร้านพระเล็กๆ ก็ควรอ่าน คนทั่วไปก็ควรทราบนะครับ)

เวลาที่เซียนใหญ่ “ติพระปลอม” ไม่รับพระเข้าประกวดฯ….หมายความว่า..พระองค์นั้นมีปัญหา
จึงไม่ชอบ ไม่สนใจ….บางทีก็ไม่เกี่ยวกับพระองค์นั้นปลอมเสมอไป…เพราะอะไร?….

เพราะว่า…”ความไม่มีมาตรฐาน”….ความไม่รู้จักมาตรฐาน…ความไม่รู้ว่าอะไรคือมาตรฐานของคนเหล่านี้นั่นเอง…ที่ไปกำหนดสิ่งที่ไม่มีมาตรฐานให้เป็นมาตรฐาน…โดยความไม่รู้จริงของตัวเองนั้น กำหนดสิ่งใดๆ ขึ้นมาก็ได้แล้วอ้างว่าสิ่งนั้นคือมาตรฐานที่พวกเขาใช้ในการตรวจสอบตัดสินความแท้เท็จให้กับพระฯ….บนความรู้เหมือนกัน (ดูเนื้อ ดูพิมพ์ ดูความเก่า ดูๆๆๆฯลฯ) อธิบายเหมือนกันแต่…คำตัดสินคนละขั้ว…ตลกดีครับ
คนขายก็เป็นเซียน….ก็ย่อมอ้างว่าขายพระแท้

คนตัดสินที่เป็นเซียน เซียนใหญ่ เซียนเยอะกว่า….ก็ยืนยันว่าเป็นพระปลอม
คนขายก็ไม่อยากคืนเงิน
คนตัดสินก็ไม่อยากเปลี่ยนคำตัดสิน

สรุป…หาข้อยุติไม่ได้…บนความไม่รู้จริงเหมือนกันนั้นนั่นเอง…
ต่างฝ่ายต่างก็อ้างคำตอบของตนเองถูกต้อง
ในขณะที่ “ต่างคนต่างก็ไม่สามารถที่จะ “แสดงหลักฐาน แสดงมาตรฐานฯลฯ”….หรือมีหลักฐานอะไร? เพื่อยุติปัญหาข้อพิพาทที่ตัดสินกันแบบนั้นได้เลย
เอาความรู้ เอาความจริง เอาหลักฐาน เอาหลักการ เอามาตรฐาน…ฯลฯ…มาเคลียร์กันซิ จะได้เข้าใจทั้งสองฝ่าย….เห็นไหม?…ง่ายจะตายไป

ให้คนซื้อพระเจ้าของพระฯ นั่งฟังคำตอบทั้งสองฝ่าย ทำไม่ได้ใช่ไหม?…บนความไม่รู้เหมือนกัน..บนความรู้ที่ไม่ถูกต้องเหมือนกัน…บนความรู้ที่ไม่สามารถหาสรุปให้ตรงกันได้…บนความรู้ที่จะให้อีกฝ่ายยอมรับความ “ถูกต้อง” ข้อมูลที่ถูกต้องที่ตนใช้ตัดสินนั้นได้…มันไม่มี…เพราะ..”ต่างคนต่างก็ไม่มีหลักฐานมาตรฐานใดๆ”..มีเพียงข้ออ้างว่า…”ถูกต้อง” เหมือนกัน….

ผมจึงบอกว่า…เราเรียนรู้บนความเชื่อ…เราเชื่อว่าเซียนใหญ่รู้….ชำนาญการฯ
การเป็นผู้รู้ผู้ชำนาญการจะต้องหาข้อยุติ…ได้ แสดงความยุติ…ธรรม…ได้

ไม่ใช่แต่ละฝ่ายอ้างเป็นเซียน..บนความสู่รู้ ดูเก่ง เบ่งกร่าง อ้างอวด สวดพระฯ….บนความไม่รู้สู่รู้ อวดรู้ของตัวเองนั้น
สรุปว่างานนี้….

คนขายพระฯ ก็น่าจะยืนกระต่ายขาเดียว ว่าพระเขาแท้
(ก็หาหลักฐานยืนยันว่า “แท้ยังงัย”..ไม่ได้

คนสวดพระฯ ก็หาหลักฐาน หามาตรฐาน หาข้อยุติ ในคำตัดสินที่ไปติพระฯ เขาไว้
เพื่อให้อีกฝ่ายนึงยอมรับคำตัดสิน…ยอมรับความจริงได้
(เพราะต่างฝ่ายต่างไม่มีความจริงอะไรนั่นเอง)
เจ้าของพระที่เช่ามา…ก็มึนตรึ๊บ…

ได้ความไม่รู้เหมือนเดิมว่าฝ่ายไหนถูกต้อง ฝ่ายไหนไม่ถูกต้อง บนความไม่รู้ของตนของกลุ่มคนเหล่านั้น เพราะ “ความเชื่อ” เชื่อจึงซื้อ ไม่เชื่อจึงคืน…..
เหตุการณ์ทั้งหมด…มันวนเวียนอยู่แบบนี้..ยากที่จะแก้ไขได้โดยง่าย

นั่นเป็นเพราะ…”ความเชื่อ”….มันหาทางออกไม่ได้…หาความจริงอะไรไม่ได้…หาตอบไม่ได้…
เรียนรู้คู่ปัญญาไม่ได้

ความเชื่อจึงต้องใช้คนที่เชื่อเชื่อเหมือนกัน….ดูเหมือนกันเชื่อเหมือนกัน พวกเดียวกัน…อยู่ในกะลาใบเดียวกันเท่านั้นเป็นคำตอบ…..ไร้ความรู้เหตุผลบนปัญญาใดๆ ทั้งสิ้น ได้เรียนรู้ความเชื่อได้ความอุดมงมงายอ้างศรัทธานั้น….หาปัญญา….ไม่มี
ขอปัญญาจงสถิตย์กับเพื่อนๆ ครับ

กดแชร์บทความไปยัง Social Network ของท่าน
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
เรียนรู้วิธีการดูพระเครื่องร่วมกับเพื่อนสมาชิกได้ในกลุ่มพระเครื่องเรื่องง่ายๆ ในเฟสบุ๊ค https://web.facebook.com/groups/277552462284906

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *