พระแท้ไม่แท้ ต้องเห็นพระองค์ครูก่อนจึงรู้ได้? (๓๐๗)

ส่วนนี้ผมก๊อปปี้มาจากคำอธิบายของ “เซียน” ผู้ให้ความรู้ในเฟสครับ ลองอ่านคิดวินิจฉัยกันดูครับว่ามีความรู้ถูกต้อง ถูกผิด อย่างไร?….ล้วนเรียนรู้ได้….จากลิ้งค์นี้ครับ https://www.facebook.com/tal.lynch.7/videos/527168348025302/

“….มีน้องๆบอกว่า อยากให้ผมสอนวิธีดูพระสมเด็จ โดยการดูตำหนิ ถ้าเป็นพระเหรียญ ก็จะพอดูได้หรือเข้าใจได้ง่าย แต่ถ้าเป็นพระสมเด็จ ก็จะดูตำหนิ หรือ รายละเอียดได้น้อยกว่า พระสมเด็จต้องจำพิมพ์ จำรายละเอียดของโครงสร้าง ตรงไหนสูง ตรงไหนต่ำ พิมพ์นี้ชอบเขยื้อนตรงไหน บางพิมพ์ชอบเขยื้อนที่ฐาน บางพิมพ์ชอบเขยื้อนที่ซุ้ม ดูเส้นขอบพิมพ์ที่กำหนดให้ตัด ถ้าเป็นพิมพ์เดียวกัน ก็จะอยู่ตำแหน่งเดียวกันหมด ไม่ว่ารายละเอียดจะแตกต่างกัน อกเล็ก หรือ อกใหญ่ มีเส้นแซมหรือไม่มี เช่นพิมพ์ใหญ่ จะมีเส้นรองใต้ตักหรือไม่มี ขอบพิมพ์ก็อยู่ตำแหน่งเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะแยกออกมาเป็นกี่พิมพ์ เส้นขอบกำหนดให้ตัดก็จะอยู่ตำแหน่งเดียวกัน ถ้าเป็นของแท้ เพราะพระสมเด็จแกะพิมพ์ตัวผู้เพียงครั้งเดียว (ต่อหนึ่งพิมพ์) แล้วถอนมาเป็นแม่พิมพ์กี่ตัวก็ได้ ถอนมาเป็นแม่พิมพ์แล้ว จะเติมรายละเอียดอะไรก็ได้ แล้วแต่ช่างจะเติม แต่ที่เห็นส่วนใหญ่ จะเติมรายละเอียดเช่น หู สังฆาฏิ เส้นแซม และตา จมูก ก็มี การพิมพ์พระเนื้อผงสมัยก่อน ใช้แม่พิมพ์อันเดียวพิมพ์ไม่ทันแน่นอน เพราะเนื้อผงผสมเป็นครก ตำให้หมาด แล้วนำมากดพิมพ์ ถ้าใช้แม่พิมพ์อันเดียว น่าจะพิมพ์ไม่ทันเนื้อแห้ง ต้องใช้แม่พิมพ์หลายอัน และ คนพิมพ์หลายคน ช่วยกันกดพิมพ์ ต่อการสร้างเพียงหนึ่งครั้ง คนโบราณ เขาบอกต่อกันมาว่า สมเด็จท่านพิมพ์พระทุกครั้ง พอเสร็จ จะทุบพิมพ์ทิ้งทุกครั้ง ถึงไม่มีใครเคยพบพิมพ์พระสมเด็จเลย ถึงมีใครขะโมยพิมพ์ไป ก็ไม่สามารถอยู่ถึงตอนนี้ได้ เพราะการถอนแม่พิมพ์สมัยก่อน ที่จะนำมาพิมพ์พระเนื้อผง จะใช้ดินละเอียดไม่ได้เผา นําไปตาก แล้วจึงมาพิมพ์พระ ดินดิบจะไม่ค่อยดูดความชื้น เนื้อผงจะไม่ติดพิมพ์ แต่ถ้าการสร้างพระเนื้อดินสมัยโบราณ เขาถอนแม่พิมพ์เป็นดินเหมือนกัน แต่เขาจะนำแม่พิมพ์ไปเผา แล้วจึงนำมากดพิมพ์ เนื้อดินจะไม่ค่อยติดแม่พิมพ์ที่เป็นดินเผา แม่พิมพ์ที่เป็นดินเผาที่เราเคยพบเห็นเช่น หลวงพ่อโต วัดบางกระทิง แต่แม่พิมพ์พระสมเด็จเป็นดินไม่ได้เผา จึงไม่สามารถอยู่ได้ถึงปัจจุบันนี้ การดูพระสมเด็จเป็นไม่ใช่เรื่องยาก ทุกวันนี้ คนดูพระสมเด็จเป็น มีจำนวนมาก การศึกษาพระสมเด็จ ต้องศึกษาพิมพ์ และเนื้อด้วย การศึกษาเนื้อ ต้องศึกษาจากองค์จริงเท่านั้น ถึงจะเข้าใจ ผมสอนตั้งแต่ต้นทาง จะได้เข้าใจง่าย ค่อยๆหาประสบการณ์ หาองค์จริงดู ก็จะชำนาญเองครับ…”

………………………………………………………………………………………………………………………

ผมจะวิเคราะห์ความรู้ให้ครับ..

“….สมเด็จต้องจำพิมพ์ จำรายละเอียดของโครงสร้าง ตรงไหนสูง ตรงไหนต่ำ พิมพ์นี้ชอบเขยื้อนตรงไหน บางพิมพ์ชอบเขยื้อนที่ฐาน บางพิมพ์ชอบเขยื้อนที่ซุ้ม…”

ต้องจำพิมพ์ (เช่นพิมพ์ใหญ่)…จำรายละเอียดโครงสร้างสูงตำ่
การผลิตที่ไม่สามารถควบคุมการผลิตได้….จะมีความชอบที่จะเขยื้อนตรงไหน?…
ชอบเขยื้อนที่ฐาน…บางพิมพ์ชอบเขยื้อนที่ซุ้ม….(พิมพ์ทรงชอบเขยื้อนเองได้เหรอครับ..ขำขำ)

“…ดูเส้นขอบพิมพ์ที่กำหนดให้ตัด ถ้าเป็นพิมพ์เดียวกัน ก็จะอยู่ตำแหน่งเดียวกันหมด ไม่ว่ารายละเอียดจะแตกต่างกัน อกเล็ก หรือ อกใหญ่ มีเส้นแซมหรือไม่มี เช่นพิมพ์ใหญ่ จะมีเส้นรองใต้ตักหรือไม่มี ขอบพิมพ์ก็อยู่ตำแหน่งเดียวกัน…”

การตัด (ด้านข้างขององค์พระฯ)…..ถ้าเป็นพิมพ์เดียวกัน…ก็จะอยู่ตำแหน่งเดียวกันหมด….
ตัดอย่างไร?..ถึงจะตัดได้แม่นขนาดนั้น….(ไม่ใช้เครื่องจักร)…..
แม่พิมพ์เป็นอย่างไร?…เครื่องตัดเป็นอย่างไร?….เนื้อก่อนพิมพ์เป็นอย่างไร?…ตัดได้ตอนไหน?..?????? อย่างไร?

“….ถ้าเป็นของแท้ เพราะพระสมเด็จแกะพิมพ์ตัวผู้เพียงครั้งเดียว (ต่อหนึ่งพิมพ์) แล้วถอนมาเป็นแม่พิมพ์กี่ตัวก็ได้ ถอนมาเป็นแม่พิมพ์แล้ว จะเติมรายละเอียดอะไรก็ได้ แล้วแต่ช่างจะเติม แต่ที่เห็นส่วนใหญ่ จะเติมรายละเอียดเช่น หู สังฆาฏิ เส้นแซม และตา จมูก ก็มี..”

พระสมเด็จแกะพิมพ์ตัวผู้เพียงครั้งเดียว (ต่อหนึ่งพิมพ์)…….แม่พิมพ์ทำจากวัสดุอะไร? จึงแกะได้??? (ผู้อธิบายไม่อธิบายวัสดุที่แกะเป็นแม่พิมพ์…แสดงว่า (?????????)……..
จากนั้น ถอดออกมาเป็นแม่พิมพ์ (?????)…จะเติมรายละเอียดอะไรก็ได้…แล้วแต่ช่างจะเติม..เช่นหู ตา จมูง สังฆาฏิ ฯลฯ….(ถ้างานแบบนี้…ก็ไม่ต้องมีช่างชาวบ้าน ช่างหลวงก็ได้ใช่ไหม??? )…..55555
“….การพิมพ์พระเนื้อผงสมัยก่อน ใช้แม่พิมพ์อันเดียวพิมพ์ไม่ทันแน่นอน เพราะเนื้อผงผสมเป็นครก ตำให้หมาด แล้วนำมากดพิมพ์ ถ้าใช้แม่พิมพ์อันเดียว น่าจะพิมพ์ไม่ทันเนื้อแห้ง ต้องใช้แม่พิมพ์หลายอัน และ คนพิมพ์หลายคน ช่วยกันกดพิมพ์ ต่อการสร้างเพียงหนึ่งครั้ง…”
การพิมพ์พระเนื้อผงสมัยก่อน ใช้แม่พิมพ์อันเดียวจะพิมพ์ไม่ทัน???? (เชื่อว่าต้องใช้แม่พิมพ์หลายอัน แม่พิมพ์แต่ละอันมีพระที่ถอดๆ พิมพ์กันมากี่องค์????? ไม่รู้ไม่เคยเห็นจากความเชื่อของผู้อธิบาย) ด้วยเหตุผลบนความเชื่อต่อไปอีกว่า…เนื้อผงผสมเป็นครกตำให้หมาดแล้วนำมากดพิมพ์ (แบบปั้นกด)….ถ้ากดทีละองค์…(น่าจะ “คาดเดาว่า”)…พิมพ์ไม่ทันเนื้อแห้ง จงต้องใช้แม่พิมพ์หลายอัน และใช้คนพิมพ์หลายคน ช่วยกันกดพิมพ์ต่อการสร้างเพียงหนึ่งครั้งนั้น
……เมื่อคาดเดาว่า…เนื้อมวลสารพระฯ​ ตำในครั้งเดียวครกเดียว
……เมื่อคาดเดาว่า…เนื้อมวลสารพระฯ ที่ตำในครั้งเดียวครกเดียวจะแห้งเร็ว
……เมื่อคาดเดาว่า…ผู้พิมพ์พระไม่มีทางรักษาความชื้น ไม่ให้มวลสารแข็งตัว
ช่วงที่รอการพิมพ์พระฯ
……เมื่อคาดเดาว่า…แม่พิมพ์มีหลายอัน…
……จึงคาดเดาว่า…..ต้องใช้คนหลายคนมาช่วยกัน
คำอธิบายล้วนเกิดจาก…ความคาดเดามาหมดเลย..ตั้งแต่ “แม่พิมพ์” แล้วครับ

“…..คนโบราณ เขาบอกต่อกันมาว่า (เชื่อกันว่า…คาดเดากันว่า..คิดว่า)
สมเด็จท่านพิมพ์พระทุกครั้ง พอเสร็จ จะทุบพิมพ์ทิ้งทุกครั้ง ถึงไม่มีใครเคยพบพิมพ์พระสมเด็จเลย ถึงมีใครขะโมยพิมพ์ไป ก็ไม่สามารถอยู่ถึงตอนนี้ได้ เพราะการถอนแม่พิมพ์สมัยก่อน ที่จะนำมาพิมพ์พระเนื้อผง จะใช้ดินละเอียดไม่ได้เผา นําไปตาก แล้วจึงมาพิมพ์พระ ดินดิบจะไม่ค่อยดูดความชื้น เนื้อผงจะไม่ติดพิมพ์ แต่ถ้าการสร้างพระเนื้อดินสมัยโบราณ เขาถอนแม่พิมพ์เป็นดินเหมือนกัน แต่เขาจะนำแม่พิมพ์ไปเผา แล้วจึงนำมากดพิมพ์ เนื้อดินจะไม่ค่อยติดแม่พิมพ์ที่เป็นดินเผา แม่พิมพ์ที่เป็นดินเผาที่เราเคยพบเห็นเช่น หลวงพ่อโต วัดบางกระทิง แต่แม่พิมพ์พระสมเด็จเป็นดินไม่ได้เผา จึงไม่สามารถอยู่ได้ถึงปัจจุบันนี้
แม่พิมพ์ทำจากดินดิบ (ดินที่ไม่ผ่านการเผา…มีลักษณะอย่างไร????…ไม่อธิบาย…คนโบราณไม่ได้เล่าให้ฟัง…555)….แม่พิมพ์ทำจากดินดิบ?????…5555 ทำจากดินละเอียดไม่ได้เผา นำไปตาก ด้วยคุณสมบัติไม่ดูดความชื้น เนื้อผงจึงไม่ติดพิมพ์….(ลองทำดูหรือยัง)….คิดเอาเองเออเองทั้งนั้น…ดินดิบเมื่อโดนเสียดสีมากก็สึกกร่อนง่าย..ไม่แข็งแรง..โดนน้ำก็ละลายเสียหายแล้ว…ไม่มีใครเขาคิดเอาดินดิบมาเป็นแม่พิมพ์กันหรอกครับ??? มันแตกง่ายไม่เหมาะที่จะเป็นแม่พิมพ์ได้…(ยิ่งดินละเอียดด้วยแล้วยิ่งเกิดปัญหาเรื่องรูปทรง..เนื้อดินแตกระแหง)….คาดเดาหลงทิศผิดทางไปไกลครับ ถ้าแม่พิมพ์เป็นเนื้อดินดิบจริงๆ แล้ว…ไม่ต้องทุบทำลาย..เนื้อดินจะสลาย ทำลายตัวเองเป็นฝุ่นได้ในที่สุด…หรือไม่ก็ละลายน้ำได้..ไม่ต้องทุบให้เปลืองแรงครับ)

“….การดูพระสมเด็จเป็นไม่ใช่เรื่องยาก ทุกวันนี้ คนดูพระสมเด็จเป็น มีจำนวนมาก …”

การดูพระสมเด็จเป็น…(เรียนรู้ได้ เกิดความรู้ได้ เกิดปัญญารู้ได้)…ไม่ใช่เรื่องยาก
ทุกวันนี้ มีคนดูพระสมเด็จเป็น…มีจำนวนมาก….(รู้บนความเชื่อว่าตัวเองรู้กันทั้งนั้น เยอะมาก รู้แบบผิดๆ บนความเชื่อที่คาดเดา ฟังตามกันมา นิทานนิยายขายพระฯ อวดอุตริรู้ หน่ะเยอะจริงๆ มีทั่วทุกหัวระแหง…แต่จะหา “คนรู้จริง” หน่ะ…แล้วแต่ปัญญาของเราเองที่จะแยกแยะให้เป็น)

“….การศึกษาพระสมเด็จ ต้องศึกษาพิมพ์ และเนื้อด้วย การศึกษาเนื้อ ต้องศึกษาจากองค์จริงเท่านั้น ถึงจะเข้าใจ ผมสอนตั้งแต่ต้นทาง จะได้เข้าใจง่าย ค่อยๆหาประสบการณ์ หาองค์จริงดู ก็จะชำนาญเองครับ…”

สุดท้าย…การเรียนรู้พระสมเด็จ..
ดูเนื้อ ดูพิมพ์ ดูความเก่า
ศึกษาจาก “องค์จริง” เท่านั้น ถึงจะเข้าใจ
(องค์ไหน? คือองค์จริง?…องค์จริงดูจากอะไร? อะไรที่จะบ่งบอกได้ว่า..องค์ครู…องค์ที่เราเรียนรู้อยู่นั้น…องค์ที่ครูอาจารย์กำลังสอนอธิบายให้ความรู้อยู่ในขณะนั้น..เป็นองค์จริง)…

“พระแท้ดูอย่างไร?…ครับอาจารย์”
พระแท้พิจารณาได้จากองค์พระฯ….ศึกษาได้จากความรู้บนความจริง บนหลักฐานความจริงที่จะใช้แยกแยะแท้เท็จออกได้ชัดเจน…มิใช่เกิดจากความเชื่อ..เชื่อว่าถูกต้อง..เชื่อว่าสิ่งที่ตัวเอง..คาดเดา..เชื่อว่า..น่าจะ…เป็นเรื่องที่ถูกต้องชอบธรรมสมบูรณ์แล้ว…
ให้ความรู้บนความเชื่อที่ตนเชื่อว่าถูกต้องดีแล้ว…ยึดตัวเองเป็นคำตอบของจักรวาล
ยึดองค์ความรู้ที่ตัวเองเชื่อว่าถูกต้อง (องค์ครู)….เป็นตัวกำหนดความรู้ที่ตัวเองเชื่อว่าถูกต้องดีแล้วนั้น….โดยไม่พิจารณาและคำนึงถึง…ความจริง…ความรู้จริง ความถูกต้องจริง..ข้อเท็จจริงใดๆ ประกอบการเรียนการสอนเลย
เหล่านี้เป็นการสร้างความเชื่อ…สอนให้คนเชื่อในสิ่งที่ตนเชื่อไว้แบบนั้นว่าดีแล้วถูกต้องดีแล้ว โดยการอาศัยความรู้บนความเชื่อของตน ของกลุ่มก้อนตน ช่วยกันสนับสนุนความรู้บนความเชื่อของตน ของกลุ่มตนที่ถูกต้องดีแล้วได้…เท่านั้น (คนอื่นไม่รู้เรื่องอะไรด้วย)
การสอนด้วยความเชื่อ ย่อมเกิดความรู้บนความเชื่อต่อๆ กันไป…จนค้นหาความจริงอะไรไม่ได้..จาก “คน กลุ่มคน” ที่เชื่อเหมือนกันนั้น…อ้างว่ารู้ อ้างว่าองค์ครู ถูกต้องเหมือนกันนั้น..
ย่อมเกิดปัญหา จากศรัทธาแห่งความงมงาย บนความเชื่อเหล่านั้น..นั่นเอง กลายเป็นความเชื่อใหม่ที่….สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาไม่รู้จักจบสิ้นจากความเชื่อใหม่ๆ เหล่านั้น
การอ้างว่าต้องเห็นองค์จริง?….สัมผัสองค์จริง??…เรียนรู้จากองค์จริง
องค์จริงที่อ้างนั้น….จริงเพราะอะไร?…อะไรเป็นเหตุผลที่ทำให้เป็นองค์จริง???????
ตอบได้ไหม?….(ในเมื่อ..ความรู้ไม่ถูกต้องหรือไม่มีความรู้..ไม่ว่าจะของผู้อธิบายก็ดี..ของผู้ฟัง ผู้เรียนรู้ก็ดี…คำตอบที่จะทำให้คนอื่นจะแยกแยะได้อย่างไรว่า..องค์จริงที่เราอ้าง ที่เรากำลังสอนให้เรียนรู้นั้น…เป็นองค์จริงที่ถูกต้องดีแล้ว…เป็นพระแท้ๆ..แล้ว..โดยไม่ยึดตัวเอง ไม่ยึดองค์ที่เราเชื่อว่าเป็นองค์จริงเป็นหลักได้)
การเรียนรู้บนความจริง…ให้ความจริงเป็นผู้สอนเป็นครูสอน…ยึดความจริงเป็นสรณะ…
คำตอบแยกแยะแท้เท็จ…อยู่ที่ความจริง…ความจริงจะตอบโจทย์อธิบายเหตุผลบนความจริงได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ได้ด้วยตัวของมัน…(ความจริง)…เอง

การเรียนรู้ความจริงเท่านั้น..จะทำให้เราพบคำตอบ..เกิดความรู้คู่ปัญญา…มองเห็นปัญหา..มองเห็นปัญญาผู้คน เหล่าผู้คนที่ใช้ “อวิชชา” ความไม่รู้นั้นได้เช่นกัน

แยกแยะความเชื่อได้ แยกแยะความจริงได้..ฉันใด
มองเห็นความไม่รู้…ย่อมมองเห็นคนไม่รู้
มองเห็นคนรู้…ย่อมมองเห็นความรู้ได้….ฉันนั้น

สรุปความรู้ในเรื่องนี้…
ผู้อธิบาย “ไม่รู้จักแม่พิมพ์”…
เมื่อไม่รู้จักแม่พิมพ์…จึงใช้การคาดเดาตามความเชื่อของตนทั้งหมด
คาดเดาเหตุการณ์ อธิบายความรู้บนความเชื่อของตนเองทั้งหมดนั่นเอง

ขอปัญญาจงสถิตย์กับเพื่อนๆ ครับ

กดแชร์บทความไปยัง Social Network ของท่าน
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
เรียนรู้วิธีการดูพระเครื่องร่วมกับเพื่อนสมาชิกได้ในกลุ่มพระเครื่องเรื่องง่ายๆ ในเฟสบุ๊ค https://web.facebook.com/groups/277552462284906

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *