หนังสือพระเครื่องฯ สอนให้รู้ หรือสอนให้เชื่อ (๔๒)

มีเพื่อนๆ ถามผมว่า..ผมอ่านหนังสือพระเครื่อง..ชื่ออะไร…คำตอบผมก็คือ…ผมเลิก

ซื้ออ่านไปตั้งนานแล้วครับ…เพราะว่าแต่ะละเล่ม..ไม่ได้ให้ความรู้ที่ประเทืองปัญญา..

เน้นแต่จะขายพระ..ได้ค่าโฆษณา….การนำพระแต่ละองค์มาชี้ตำหนิ..ก็ไม่สามารถเกิดการ

เรียนรู้ได้ครับ

… เพราะว่า..พระแต่ละองค์ที่นำมาชี้จุด นำเนื้อมาให้ดู….ล้วนแต่…ไม่มีความเหมือนกัน..

ทั้งในด้านพิมพ์ทรงและเนื้อหา……ทีนี้ก็มีคนถามต่อว่า…ผมไปเรียนรุ้ดูพระเครื่องจากที่ไหน

การสอนเรื่องพระเครื่องฯ…ในแต่ละที่..แต่ละกลุ่ม..แต่ละคน..แต่ละหน่วยองค์กร.. ต่างก็สอน

ไม่เหมือนกัน..อาจจะดูเหมือนแนวทางเดียวกัน..คล้ายกัน…แต่ไม่เหมือนกันครับ….

อยู่ที่กลุ่มใดจะสร้างเครดิต..สร้างความเชื่อ สร้างภาพได้เก่ง..ได้ดีกว่ากันเท่านั้น .การสอน..

การแนะนำ..การนำเสนอที่ดี…ต้องให้ความกระจ่างกับผู้เรียนรู้ได้..ให้ผู้เรียนรู้สามารถเรียนรู้

ได้อย่างแท้จริง….เมื่อผู้สอนได้สอนให้แล้ว..ผู้เรียนรู้ก็สามารถที่จะ..แยกแยะถูกผิดได้เอง .เชื่อมั่น..ไม่ติดใจ..สงสัยในการเรียนรู้นั้น….เช่น…

ถ้าผู้สอน มีความรู้ สอนเราให้บวกเลข …2+2 = 4…(ถูกต้องนี่คือสัจธรรม)

…ผู้เรียนรู้ก็สามารถเรียนรู้ได้..และก็บวกเลขเป็น คิดได้ด้วยตัวเอง มีคำอธิบายการได้มาของคำตอบว่าเกิดจากอะไร? เครื่องหมายบวกคืออะไร? คือผู้เรียนรู้สามารถจดจำนำไปใช้ได้ด้วยตัวเอง…..

ไม่ต้องยึดติดกับตัวผู้สอน ต้องต้องเชื่อในตัวผู้สอน.ทุกครั้งที่เจอคำถามสองบวกสองผู้เรียนรู้ต้องรู้….ตอบได้ทันี…ตอบได้และ.เชื่อในข้อมูลที่ถูกต้องนั้นได้ แต่ทุกวันนี้…การเรียนรู้พระเครื่องกลับตรงกันข้าม..แต่ละฝ่าย..ต่างก็สอนตามที่

ตนเองเข้าใจ…ตัวเองเชื่ออย่างไร??…ก็สอนไปตามความเชื่อของแต่ละคนนั้น..ยกตัวอย่างกรณีเดิม

.. สองบวกสอง…เท่ากับเท่าไหร่?…แม้แต่คำตอบของอาจารย์หรือผู้รู้ ผู้ชำนาญการแต่ละคนก็จะตอบตามความเชื่อ ตามความรู้สึกของตน เท่านั้น

ประมาณสามกว่าๆ……ผมเชื่อว่าจะได้สี่…ผมคิดว่าต้องได้สี่…ผมเคยเห็น

มาว่า..น่าจะสี่ต้นๆ..เกือบๆ สี่…..หรืออาจจะ..ได้สามปลายๆ..ฯลฯ….

คำตอบเหล่าที่ไม่ได้สี่ี (เกือบจะถูก แต่ไม่ถูกต้อง) แต่ละคนต่างก็บวกเลขไม่ถูกต้องสิ่งนี้แหละคือ..ความเชื่อ…คำตอบทุกคำตอบล้วนคาดเดาให้ใกล้เคียง

ผู้สอน ผู้ให้ความรู้…ทั้งหลายต่างก็..สอนมาแบบไม่ถูกต้อง….สอนกันแบบที่ผมกล่าวอธิบายกันบนความไม่รู้ หรือ ความรู้ที่ไม่ถูกต้องดีพอนั้น (ขออภัยที่ต้องพูดตรงๆ)…..เพราะผมมองเห็นความผิดพลาดจากความอวดรู้นั้น และสุดท้าย..คำตอบที่ได้..ใครสอนใกล้เคียง..ใครสอนอย่างไร?…..

เรียนรู้ก็ต้องเชื่อในตัวผู้สอนเท่านั้น….คำตอบที่ใกล้เคียงกันในแต่ละคนที่สอนที่แนะนำให้นั้น

(คำตอบที่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องผู้เรียนก็ไม่รู้ว่า..ถูกหรือผิด..ตรวจสอบไม่ได้ ต้องเชื่อผู้สอน)

“คำตอบแห่งความเชื่อ”

ตามที่ผู้สอนแต่ละคน…”เชื่ออย่างไร?…คาดเดาอย่างไร?…รู้สึกนึกคิดไปเช่นไร? ก็ตอบไปตามนั้นเชื่อว่าใช่ก็ตอบใช่…อธิบายว่าใช่…….ตามความรู้สึก…ตามประสบการณ์…ตามสิ่งที่ได้เคยเห็นได้เรียนรู้มา…ได้พบปะพูดคุยกับผู้รู้ก่อนหน้ามา ครูพักลักจำมา

การให้ความรู้ในวันนี้..อยู่ในขั้นวิกฤต..”อาการหนักมาก”…ถ้าไม่มีคนออกมาแสดงความรู้ ความคิด เตือนสติกัน

ผมมองว่า…ความรู้ผิดๆ ที่ถูกถ่ายทอดจากเหล่าคนที่อ้างเป็นผู้รู้ ผู้ชำนาญการ สอนให้เรียนรู้กันแบบผิดๆ เอาพระปลอมมาอธิบาย เอาพระสนามมาขายวางเกลื่อนเมือง…..ตัดสินพระปลอมให้แท้บนผลประโยชน์ บนความพร่องของความรู้นั้น บนความสู่รู้ ตรูเก่ง เบ่งอวด สวดพระฯ..หรือ..ตรวจพระฯ ตั้งตัวเป็นกรรมการตัดสินพระฯ..ให้กับคนอื่นๆ

จากการที่ผมได้เฝ้ามอง อ่านความรู้ ดูความคิด พิจารณาการสอนของผู้รู้ ผู้ชำนาญการแต่ละคนผมพบว่า การให้ความรู้ที่ผู้เรียนรู้ ไม่มีคำตอบแน่ชัด ชัดเจน บนความพร่องความรู้นั้นนั่นเองผู้เรียนรู้ไไม่สามารถตอบคำถามได้ แม้ถ้าจะไปเจอคำถามว่า…2+2 ..ได้เท่าไหร่?.ผู้เรียนรู้…..ไม่แน่ใจ….ว่าคำตอบจะได้เท่าไหร่ดี…จากนั้น…จึงต้องย้อนไปถามอาจารย์ผู้สอนตลอดเวลา ต้องนำไปถามกันทุกครั้ง…ที่พบปัญหานี้

(ยึดเอาคำตอบของอาจารย์ที่สอนเป็นหลัก.ยึดเอาบุคคลผู้สอนเป็นสรณะ)

คำตอบที่ได้รับ จะได้ 4 หรือ ไม่ได้ 4 ก็ต้องพึ่งให้อาจารย์การันตี นี่คือ…”เวรกรรม”…สำหรับผู้เรียนรู้ ที่ต้องผจญ ที่เป็นปัญหาใหญ่ ที่เรามองข้ามไม่ตรวจสอบความรู้ ของผู้ให้ความรู้นั่นเอง

ดังนั้น….คำตอบของบรรดาผู้รู้ที่ออกมา..จะตอบว่า..ใช่..ก็ได้…ไม่ใช่…ก็ง่าย….

นี่คือปัญหาที่…ทุกคน..และผู้เรียนรู้…พบเจอคือพระตรงหน้า…ที่เราเอาไปถามนั้น เป็นพระ

แท้ยังงัย..ไม่แท้ยังงัย คำตอบก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา…แท้เป็นบางวัน…แท้เป็นบางงาน..นั่นเอง

ข้อคิดสำหรับ..ผู้ให้ความรู้ อ้างตรูชำนาญ…ท่านต้องถึงระลึกแบบนี้ครับ….

หากเราเป็นครู..สอนให้เด็กเรียนรู้แล้ว..ผู้เรียนรู้ไม่สามารถแยกแยะได้ด้วยตัวเอง

ไม่สามารถ บวกเลข ได้ด้วยตัวเองได้อย่างถูกต้องได้…..ผมถือว่า…..ไม่ใช่เป็นการเรียนรู้

ครับ เป็นเพียงบอกเล่าอธิบายตามความเชื่อของตัวผู้สอนเอง (ว่าตัวเองเก่งและถูกต้อง)

ถ้าหาก….เขาอ้างว่าเป็นการสอน ก็ถือว่าเป็นการสอน.บนความเชื่อแบบนี้..ล้มเหลว ครับ….เป็นการถ่ายทอดความไม่รู้…ให้เกิดความเข้าใจผิดตลอดกาลจากสิ่งที่ตัวเองให้ไป

อันเนื่องมาจากการสอนแบบนั้น….ผิดๆ แบบนั้น…เพราะเป็นการให้ยึดติดเอาความรู้.(ที่เกิดจากความรู้สึก..นึกคิด..ความเชื่อมาแต่เดิมที่ตัวเองไม่รู้ถูกต้องหรือไม่? ยึดเอาความเชื่อ)

ของตัวผู้สอนเป็นหลัก…ก็ไม่แปลกอะไร?..

.เพราะ..การสอนด้วยความเชื่อเช่นนี้…จึงต้องให้ผู้เรียนรู้..ยึดตัวผู้สอนเป็นหลัก ในสั่งสอนให้เชื่อ

เชื่อในตัวของตัวผู้สอนเท่านั้น ผู้เรียนรู้ไม่ต้องคิดเอง….กลัวผิดพลาด…จึงต้องคอยถามตลอดเวลา

เวลามีปัญหาที่จะถาม….คำตอบที่ได้…(แท้หรือเท็จ)….จึงวางอยู่บน…ความเชื่อของผู้สอน

อย่างเดียว…ใช้ความรู้สึกในการตอบคำถามทั้งหลายเหล่านั้น….ดังที่เราจะพบคำต่่างๆ

เหล่านี้ปรากฏขึ้นมาด้วยเสมอๆ เช่น…

ผมเชื่อว่า…ผมคิดว่า..ผมสัณนิษฐานว่า..ผมคาดเดาว่า…….

คำตอบลักษณะนี้แหละครับ…แสดงว่า….ไม่รู้จริง..ครับ…….พึงระวังพวก….

สู่รู้ ดูเก่ง เบ่งอวด สวดพระฯ เหล่านี้ให้ดีครับ..

เป็นแค่พวกอวดรู้ เป็นพวกเหล่าคนที่พร่องความรู้..พยายามจะแสดงความรู้บนความไม่รู้จริงของตัวเอง เท่านั้นเอง

ด้วยความปรารถนาดี..และจริงใจครับขอปัญญาจงสถิตย์กันเพื่อนๆ ครับ

กดแชร์บทความไปยัง Social Network ของท่าน
  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
เรียนรู้วิธีการดูพระเครื่องร่วมกับเพื่อนสมาชิกได้ในกลุ่มพระเครื่องเรื่องง่ายๆ ในเฟสบุ๊ค https://web.facebook.com/groups/277552462284906

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *